รูปหล่อ หลวงพ่อทบ วัดชนแดน เพชรบูรณ์ ปี 2505 พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย(เข่าแคบ) สวยเดิมๆหายากครับ-โจ๊ก_เมืองกาญจน์ 2
โจ๊ก_เมืองกาญจน์ 2
* เงินของท่านแท้ พระต้องแท้ ตามมาตรฐานสากลนิยม หากเก้เรายินดีคืนเงินเต็มไม่หัก % ตลอดชีพครับ *  

รูปหล่อ หลวงพ่อทบ วัดชนแดน เพชรบูรณ์ ปี 2505 พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย(เข่าแคบ) สวยเดิมๆหายากครับ

รูปหล่อ หลวงพ่อทบ วัดชนแดน เพชรบูรณ์ ปี 2505 พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย(เข่าแคบ) สวยเดิมๆหายากครับ - 1 รูปหล่อ หลวงพ่อทบ วัดชนแดน เพชรบูรณ์ ปี 2505 พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย(เข่าแคบ) สวยเดิมๆหายากครับ - 2 รูปหล่อ หลวงพ่อทบ วัดชนแดน เพชรบูรณ์ ปี 2505 พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย(เข่าแคบ) สวยเดิมๆหายากครับ - 3 รูปหล่อ หลวงพ่อทบ วัดชนแดน เพชรบูรณ์ ปี 2505 พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย(เข่าแคบ) สวยเดิมๆหายากครับ - 4 รูปหล่อ หลวงพ่อทบ วัดชนแดน เพชรบูรณ์ ปี 2505 พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย(เข่าแคบ) สวยเดิมๆหายากครับ - 5
ชื่อร้านค้า โจ๊ก_เมืองกาญจน์ 2 - (คลิ๊กที่นี่เพื่อดู ข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้า)
ชื่อเจ้าของร้านค้า
ชื่อพระเครื่อง รูปหล่อ หลวงพ่อทบ วัดชนแดน เพชรบูรณ์ ปี 2505 พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย(เข่าแคบ) สวยเดิมๆหายากครับ
อายุพระเครื่อง 51 ปี
หมวดพระ พระหล่อ-เหรียญหล่อ-พระปั๊มรูปเหมือน ก่อนปี 2520
ราคาเช่า -
เบอร์โทรติดต่อ (ไม่แสดงเบอร์ เนื่องจากรายการนี้ไม่ได้ปล่อยเช่า)
อีเมล์ติดต่อ jokerkung4525@hotmail.com
สถานะ พระโชว์
Facebook
เปิดให้เช่าตั้งแต่วันที่ อ. - 05 มี.ค. 2556 - 18:14.29
แก้ไขข้อมูลล่าสุดเมื่อ พฤ. - 18 เม.ย. 2556 - 16:30.35
รายละเอียด
รูปหล่อ หลวงพ่อทบ วัดชนแดน เพชรบูรณ์ ปี 2505 พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย(เข่าแคบ)สร้างน้อยหายาก เนื้อทองผสม สภาพสวยระดับประกวด หล่อพิมพ์ติดคมชัดลึก มาพร้อมใบเซอพระแท้ของ * การันตรีพระ * แบบมาตรฐานสากลนิยมครับ...........ประวัติหลวงพ่อทบ วัดชนแดน จ.เพชรบูรณ์ หลวงพ่อทบ ธมฺมปญโญ ถือกำเนิดเกิดมาเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน4 ปีมะเส็ง ตรงกับวันท่ 3 มีนาคม พ.ศ.2424 ณ.บ้านยางหัวลม ตำบลนายม(ปัจจุบันแยกเป็นตำบลวังชมพู) อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ หลวงพ่อทบเป็นบุตรคนที่3 ของคุณพ่อเผือกและคุณแม่อินทร์ ม่วงดีมี่น้อง4คน ได้แก่ 1. นายหว่าง ม่วงดี 2. นางใบ ม่วงดี 3. นายทบ ม่วงดี (หลวงพ่อทบ) 4. นางแดง ม่วงดี ทำไมชื่อ”ทบ” ครั้งที่หลวงพ่อทบถือกำเนิดจากครรภ์มารดา ในวันคลอดปรากฎว่ามีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้น หลวงพ่อทบถือกำเนิดผิดแผกแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ที่การเวลาคลอดศรีษะของท่านจะโผล่ออกมาก่อน แต่หลวงพ่อทบตอนคลอดศรีษะกับเท้าออกมาพร้อมกัน ดังนั้นบิดามารดา จึงตั้งชื่อให้ว่า “ทบ” หลวงพ่อทบ เกิดในตระกูลชาวไร่ชาวนา ฐานะค่อนข้างร่ำรวย มีที่ดินและกระบือมากกว่าคนละแวกนั้น ชีวิตจึงมีความสุขสบาย ตอนเด็กหลวงพ่อทบได้เรียนที่โรงเรียนวัดแถวบ้าน หลวงพ่อทบสนใจการเรียนมาก สามารถอ่านเขียนได้ทั้งภาษาไทยและขอม ท่านชอบการอ่านเป็นอย่างมากและมีความจำเป็นเลิศ เมื่ออายุ 16 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดช้างเผือก มีพระอาจารย์สี เจ้าอาวาสซึ่งเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อทรัพย์ตาพรรณวาจาศักดิ์สิทธิ์ และเป็นผู้ทรงวิทยาคุณทางเวทย์มนต์คาถาอย่างมากเป็นผู้บรรพชาให้ ช่วงบรรพชาได้ศึกษาคาถาอาคมจนแก่กล้า และได้ศึกษาเพิ่มเติมจากพระอาจารย์ปาน เจ้าอาวาสวัดศิลาโมง จนหลวงพ่อทบได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้จนหมดสิ้น เมื่อ ย่างอายุ 21 ปี ได้ทำการอุปสมบท ณ วัดเกาะแก้ว ต.นายม โดยมีพระครูเมือง เป็นอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า ธัมมะปัญโญภิกขุ ได้จำอยู่ที่วัดช้างเผือก เป็นเวลา 2 ปี พอเข้าฤดูพรรษาต่อมาได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดวังโป่ง อ.ชนแดน อีก 2 ปี จึงเริ่มเดินธุดงค์ ไปตามป่าเขาลำเนาไพรแต่เพียงรูปเดียว ช่วงธุดงค์ท่านได้บำเพ็ญศีลภาวนา แสวงหาความรู้ ศึกษาเวทย์มนต์คาถาตามถ้ำ หน้าผาผนังหินที่มีผู้จารึกไว้ในสมัยก่อน บางครั้งต้องดำรงชีพด้วยผลไม้ป่าและใบไม้ เคยผจญกับโขลงช้างป่า เสือ สัตว์ร้ายต่าง ๆ ท่านได้แผ่เมตตาภาวนา โดยที่สัตว์เหล่านั้นมิได้ทำอันตรายใด ๆ เลย จนกระทั่งได้พบกับพระธุดงค์อีกรูปหนึ่งจึงชวนกัน เดินธุดงค์ไปจนถึงชายแดนพม่า และได้แสดงอภินิหารซึ่งกันและกันและแลกเปลี่ยนวิชาอาคมกัน จึงแยกย้ายคนละทิศคนละทาง หลวงพ่อทบเดินทางต่อไปจนถึงนครเวียงจันทร์ ได้รู้จักกับพระที่นั่นหลายรูป ได้ช่วยพัฒนาวัดวาอารามจนเป็นที่ชื่นชอบของพระเวียงจันทร์ ถึงกับนิมนต์ให้ประจำอยู่ที่วัด แต่หลวงพ่อปฏิเสธเพราะมีภาระอีกต่อไป คือคำสั่งของพระอาจารย์ว่าวาระสุดท้าย ให้กลับไปจำที่วัดช้างเผือก จากนั้นก็ธุดงค์ไปจนถึงชายทะเลที่จังหวัดตราดติดแดนเขมร ได้ศึกษาวิชากับพระเขมร จนเป็นที่รู้จักของชาวเขมรในด้านเวทย์มนต์คาถาอาคม หลังจากจาริกไปตามสถานที่ต่าง ๆ หลวงพ่อทบได้กลับมาที่วัดศิลาโมง ต.นายม ท่านได้บูรณะครั้งใหญ่สร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ พระอุโบสถ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้ 40 พรรษา ชื่อเสียงยังไม่มีใครรู้จักมากนัก ต่อมาเมื่อ 40 พรรษา ได้รับนิมนต์เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกครั้งยิ่งใหญ่ของ วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพฯ ตั้งแต่นั้นชื่อเสียงของท่านเริ่มมีผู้รู้จักและโด่งดังมากขึ้น เพราะในพิธีมีช่างภาพหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ถ่ายรูปของท่านหลายครั้งแต่ไม่ติด หลังจากพิธีผ่านไป 5 ปี ก็มีโอกาสเข้าร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษกที่วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ และเช่นเดียวกันช่างภาพก็ถ่ายภาพไม่ติด ทำให้ชื่อเสียงหลวงพ่อเป็นที่เลื่องลือมากขึ้น จากตำบลนายม หลวงพ่อทบได้ไปจำพรรษาที่อำเภอชนแดน ได้สร้างวัดแห่งใหม่ขึ้น ชื่อวัดสว่างอรุณ และสร้างวัดอีกแห่งใกล้กันคือวัดพระพุทธบาทเขาน้อย พอได้อายุ 73 พรรษา ก็ได้รับเลื่อนสมณะศักดิ์เป็นเจ้าคณะอำเภอชนแดน พร้อมได้รับสถาปนาสมณะศักดิ์ทางกรมศาสนาให้ชื่อว่า “พระครูวิชิตพัชราจารย์” ช่วงนี้หลวงพ่อทบได้บูรณะวัดในเขตชนแดนอย่างจริงจัง มีการก่อสร้างปูชนียวัตถุ ปูชนียสถานอีกหลายแห่ง พออายุย่างเข้า 83 พรรษา นัยน์ตาหลวงพ่อเริ่มฟ่าฟางจนกระทั่งมืดสนิท ท่านจึงได้ลาออกจากตำแหน่งพระครูวิชิตพัชราจารย์ เจ้าคณะอำเภอชนแดน แต่เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ มีมติให้ท่านดำรงตำแหน่งพระครูวิชิตพัชราจารย์กิตติมศักดิ์ ต่อไปจนตลอดอายุ เมื่อ ลาออกจากสมณะศักดิ์แล้ว ท่านก็คิดถึงวัดที่เคยอาศัยอยู่กับพระอาจารย์ คือ วัดช้างเผือก ต.วังชมภู ขณะนั้นเป็นวัดร้างประมาณ 30 – 40 ปี ท่านจึงได้ออกจากวัดพระพุทธบาทเขาน้อย มาอยู่ที่วัดศิลาโมง เพราะสะดวกที่จะย้ายไปจำพรรษาที่วัดช้างเผือก ท่านได้บูรณะวัดศิลาโมงอยู่ระยะหนึ่ง จึงย้ายไปจำพรรษาที่วัดช้างเผือกซึ่ง ร้างรอท่านอยู่ ท่านได้บูรณะพัฒนาจนวัดช้างเผือก เป็นวัดที่รุ่งเรืองที่สุดของตำบลวังชมภู จนกระทั่งวันที่ 13 มีนาคม 2519 กรรมการวัดได้จัดงานประจำปี และพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถหลังใหม่ ประชาชนได้หลั่งไหลร่วมงานอย่างมืดฟ้ามัวดิน คืนนั้นเกิดพายุฝนกระหน่ำอย่างหนักกว่า 5 ชั่วโมง ทุกอย่างกลับสู่ปกติ แต่บนกุฏิหลวงพ่อแวดล้อมด้วยศานุศิษย์ ญาติ โยม ใจคอไม่ดีเพราะหลวงพ่อเริ่มมีอาการผิดปกติ พยายามลุกนั่งและฉันหมากอยู่เสมอ และได้พูดเรื่องศพของท่านว่า หากตัวท่านมรณะภาพลง อย่าได้เผาเป็นอันขาดให้สร้างเป็นวิหารหรือมณฑปเก็บศพ ไว้ มิฉะนั้นความเจริญหรือปฏิสังขรใด ๆ ที่วัดกำลังดำเนินการอยู่จะชงักวัดจะร้างอย่างเดิม * ถึงกาลมรณภาพ * แต่แล้วเหมือนฟ้าผ่ามาลงท่ามกลางท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งปราศจากเมฆฝนแม้แต่น้อย เมื่อเวลาประมาณเที่ยงวันเศษของวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2519 หลวงพ่อทบเหมือนเป็นไข้ นายแฉล้ม ชีพราหมณ์ เป็นผู้สังเกตอาการของหลวงพ่อทบได้ดีกว่าผู้อื่น เริ่มมีอาการวิตกกังวลเต็มไปด้วยความกระสับกระส่าย เขาตัดสินใจนำรถมารับหลวงพ่อทบเพื่อที่จะรีบพาท่านไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯทันที แล้วอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ในขณะที่รถกำลังพาท่านไปกรุงเทพฯ มาถึงตำบลนาเฉลียง ออกจากวัดช้างเผือกมาได้ประมาณ 15 กิโลเมตร หลวงพ่อทบก็ปิดเปลือกตาลงอย่างสนิท พร้อมกับการกำหนดลมหายใจเป็นครั้งสุดท้าย มันเป็นเวลาสี่โมงเย็นพอดี หลวงพ่อทบก็มรณภาพลงอย่างสงบบนรถนั่นเอง ข่าวหลวงพ่อทบมรณภาพดังกึกก้องอย่างรวดเร็ว ประชาชนทั่วทุกสารทิศที่ได้ทราบข่าวต่างก็พากันมุ่งตรงมายังวัดช้างเผือกในทันที วันแล้ววันเล่าที่คณะกรรมการวัดต้องทำงานอย่างหนัก ข้าวของเครื่องบริขารของหลวงพ่อได้รับการสำรวจอย่างถี่ถ้วนโดยเฉพาะพระเครื่องรางของขลังทั้งหมดได้ถูกเก็บรวบรวมในทันที เพื่อรอการตรวจเช็คของกรรมการต่อไป ประชาชนจำนวนเรือนหมื่นได้ไปออกันอยู่ที่วัดช้างเผือกตลอดเวลาที่มีพิธีบำเพ็ญกุศลมิได้ขาด จนกระทั่งครบ 100 วัน ศพของท่านยังคงเก็บไว้ที่วัดช้างเผือกตลอดมา มิได้ทำการณาปนกิจหรือเผาแต่อย่างใด ทั้งนี้เพื่อทำตามคำสั่งของท่านที่ให้เก็บศพไว้เพื่อสร้างมณฑปและโลงแก้ว สำหรับใช้เป็นที่เก็บศพของท่านอย่างถาวร ให้ลูกหลานได้กราบไหว้ต่อไป ความมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งสำหรับพระเกจิอาจารย์อย่างหลวงพ่อทบ เป็นเรื่องเกี่ยวกับวันเกิดและวันมรณภาพของท่าน ซึ่งไม่น่าจะมาคล้องจองกันได้อย่างประหลาด กล่าวคือ หลวงพ่อทบเกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2424 ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 4 ปีมะเส็ง แล้วมรณภาพในวันที่ 14 มีนาคม 2519 เวลาบ่าย 4 โมงเย็น ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 4 ปีเถาะ(4) รวมอายุได้ 95 ปี (9+5=14) ....... หลวงพ่อทบ ได้ทำการก่อสร้างบูรณะวัดวาอาราม ไปตามสถานที่ต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะได้เป็นผู้นำทำการก่อสร้างพระอุโบสถสำเร็จเรียบร้อยถึง 16 หลังทั้งได้วางศิลาฤกษ์หลังที่ 17 ไว้ที่วัดช้างเผือกซึ่งปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว หลวงพ่อทบเป็นพระที่ไม่เลือกชั้นวรรณะตลอดชีวิต ใครมีทุกข์ท่านจะช่วยเหลือเป็นอย่างดี เป็นผู้มีกตัญญูรู้คุณครูบาอาจารย์ ท่านเคยพูดเมื่อปี 2518 ว่า ที่ต้องกลับมาอยู่วัดช้างเผือกเพราะอาจารย์ท่านสั่งไว้ ท่านยังบอกว่าตัวของท่านขณะนี้ตายแล้วเพียงแต่ไม่เน่าเท่านั้นเอง เมื่อ เอ่ยถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทบแล้ว มีผู้ประสพด้วยตนเองมาไม่น้อย เช่นครั้งเกิดเหตุคนร้ายบุกจี้หลวงพ่อบนกุฏิวัดพระพุทธบาทเขาน้อย คนร้ายขู่บังคับให้หลวงพ่อบอกที่ซ่อนเงินและของมีค่า เมื่อหลวงพ่อพูดว่า จะเอาเงินที่ไหนมา คนร้ายก็เหนี่ยวไกปืนยิงหลวงพ่อทันที แต่ยิงไม่ออก ยิงอยู่ 2-3 ครั้งก็ยิงไม่ออก จนตำรวจเข้าไป คนร้ายจึงยึดเอากุฏิเป็นป้อมยิงปืนสู้ตำรวจแต่ยิงไม่ออก ฝ่ายตำรวจก็ยิงบ้างแต่ก็ยิงไม่ออกเช่นกัน ขณะนั้นหลวงพ่อนั่งสมาธิเฉยอยู่ จนกระทั่งคนร้ายกระโดดลงจากกุฏิ ก็มีเสียงปืนดังขึ้น พร้อมกับเสียงร้องโอ๊ย คนร้ายถูกยิงและเสียชีวิตในที่สุด และยังมีเรื่องเล่าถึงปาฏิหาริย์เกี่ยวกับหลวงพ่อทบอีกมากมาย * คาถาบูชาหลวงพ่อทบ * เพื่อความสุขความเจริญและโชคลาภ ก่อนภาวนาคาถาหลวงพ่อทบให้ตั้งจิตอธิษฐาน รำลึกถึงหลวงพ่อทบ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่า.... พุทธัง อาราธนานัง หลวงพ่อทบอุปการัง อิติปิโส ธัมมัง อาราธนานัง หลวงพ่อทบอุปการัง อิติปิโส สังฆัง อาราธนานัง หลวงพ่อทบอุปการัง อิติปิโส * พระคาถาหัวใจเศรษฐี * จงภาวนาเมื่อเริ่มต้นประกอบกิจการนั้น ๆ จักทำมาค้าขึ้น มั่งมีเงินทองมหาศาล ดั่งมหาเศรษฐีทั้งปวง ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่า.....นโม พุทธายะ ยะธาพุทโมนะ อุอากะสะ อากะสะอุ กะสะอุอา สะอุอากะ นะชาลีติ นะชาลีเต หังชาลีติ พะลิราชา ปิยังมะมะ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิมา มา นะ เงิน ทองไหลมา นะชาลิติ * พระคาถาสติปัญญาดี * จงภาวนาเมื่อเริ่มต้นจะสวดมนต์ หรือ จะเล่าเรียนวิชาใดๆก็ตาม จะทำให้ จิตและสมาธิ เกิดพลัง และจะเกิดมีปัญญาที่เฉลียวฉลาดนั่งเอง........... * รับประกันแท้ตลอดชีพ เก้คืนเต็มตลอด 24 ชั่วโมงครับ *
ยินดีต้อนรับสู่ Web-Pra.com เว็บไซต์พระเครื่องที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย
ระบบค้นพบว่าคุณพึ่งเคยเข้า www.Web-Pra.com เป็นครั้งแรก
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ www.Web-Pra.com คุณสามารถ:
  1. เปิดร้านค้าของคุณเอง ฟรี
  2. ตั้งประมูล ฟรี
  3. ร่วมประมูล ฟรี
  4. เว็บบอร์ด พูดคุยกับเพื่อนฝูงในวงการพระเครื่อง ฟรี
  5. ระบบซื้อขายอย่างปลอดภัย ฟรี
  6. เผยแพร่ หรือ อ่านบทความพระเครื่อง ฟรี
  7. ระบบทำเนียบพระเครื่อง
มีปัญหาข้อสงสัยติดต่อ info@web-pra.com
หมายเหตุ: คุณควรบันทึกรายการโปรดไว้ เพื่อเข้ามาใช้บริการในภายหลัง