เสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ราชันย์แห่งเขี้ยว-wison
wison
Find Thai amulets copy this keyword "wison พระเครื่อง" and search in Google  

เสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ราชันย์แห่งเขี้ยว

เสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ราชันย์แห่งเขี้ยว - 1 เสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ราชันย์แห่งเขี้ยว - 2 เสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ราชันย์แห่งเขี้ยว - 3 เสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ราชันย์แห่งเขี้ยว - 4 เสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ราชันย์แห่งเขี้ยว - 5
ชื่อร้านค้า wison - (คลิ๊กที่นี่เพื่อดู ข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้า)
ชื่อเจ้าของร้านค้า
ชื่อพระเครื่อง เสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ราชันย์แห่งเขี้ยว
อายุพระเครื่อง 0 ปี
หมวดพระ เครื่องรางของขลัง
ราคาเช่า -
เบอร์โทรติดต่อ True 089 1401311 Ais 0819460502
อีเมล์ติดต่อ wison41505@gmail.com
สถานะ พระโชว์
Facebook
เปิดให้เช่าตั้งแต่วันที่ พฤ. - 09 ธ.ค. 2553 - 12:42.28
แก้ไขข้อมูลล่าสุดเมื่อ พ. - 30 พ.ค. 2555 - 13:49.56
รายละเอียด
โทรมาท่านแรก ลดครึ่งราคาไปเลยครับ

เสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ราชันย์แห่งเขี้ยว

หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย จ.สมุทรปราการ หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย จ.สมุทรปราการ
บางท่านติติงการเรียกชื่อวัด ที่มักจะบอกว่า ไม่สุภาพ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ยังยากให้คงคำดั่งเดิมเอาไว้ "วัดบางเหี้ย" ชื่อเป็นทางการ "วัดมงคลโคธาวาส" ปัจจุบันตั้งอยู่ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ระยะหลังนิยมเรียกชื่อวัดแบบสั้นๆ เพื่อไม่ให้ระคายหูว่า "วัดคลองด่าน"
วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยตระกูลของหลวงพ่อปาน ร่วมกับชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาในตำบลคลองด่าน สร้างไว้เพื่อบำเพ็ญกุศล ซึ่งในสมัยนั้นประตูน้ำยังไม่ได้สร้างและถนนก็ยังไม่ตัดผ่าน
พระครูนิพัฒนนิโรธกิจ หรือ หลวงพ่อปาน อัคคปัญโญ วัดคลองด่าน ตามประวัติ เป็นชาวคลองด่านโดยกำเนิด เกิดเมื่อประมาณปีพ.ศ.๒๓๖๘ โยมบิดาชื่อนายจีนหนู โยมมารดาชื่อตาล มีพี่น้องทั้งหมด ๕ คน
ในวัยเด็กพ่อแม่ได้ไปฝากเรียนที่สำนักวัดแจ้ง หรือวัดอรุณราชวราราม พออายุครบบวช ได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดแจ้ง โดยมี พระศรีศากยมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังบวชแล้วได้ศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดแจ้งอยู่หลายปี รวมทั้งวิชากัมมัฏฐานด้วย
ท่านเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ ชื่อดังที่เคร่งครัดพระธรรมวินัยยิ่งนัก และชอบศึกษาไสยเวทวิทยาคม และสิ่งสำคัญชอบออกธุดงค์ตามป่าเขาลำเนาไพรอยู่เสมอ
หลวงพ่อปานละสังขารด้วยโรคชราเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๔๕๓ รวมสิริอายุ ๘๕ ปี
เครื่องรางของขลังที่หลวงพ่อปานนิยมมอบให้ลูกศิษย์ลูกหาส่วนใหญ่จึงเป็น เพราะท่านให้ความเห็นว่า เสือเป็นสัตว์ที่ฉลาด ว่องไว เฉียบขาด มีตบะเดช และอำนาจ สามารถสะกดสัตว์อื่นให้อยู่ภายใต้อำนาจได้
ตามความเชื่อของคนโบราณนั้น เขี้ยวเสือถือเป็นสิ่งมงคลสิทธิ ซึ่งมีอานุภาพอยู่ในตัวเอง แม้จะไม่ผ่านพิธีปลุกเสกก็ตาม ยิ่งถ้าได้รับการปลุกเสกจากพระเกจิอาจารย์ที่มีวิชาอาคม ก็ยิ่งทวีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น
มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับเขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน มีการบันทึกไว้และบอกเล่ากันต่อๆมา ถึงประสบการณ์ในทางด้านมหาอำนาจ คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม ค้าขายได้ผล พ่อค้าแม่ค้าจึงมักไปขอเขี้ยวเสือที่แกะเป็นตัวเสือแล้วจากหลวงพ่อปานจำนวนมาก
ส่วนเหตุการณ์สำคัญที่ถูกเอ่ยอ้างถึงก็คือ สมัยก่อนมีแม่น้ำอยู่สายหนึ่ง ซึ่งไหลผ่านป่าดงมีต้นน้ำอยู่ที่แปดริ้ว ไหลมาลงทะเลที่สมุทรปราการ ทุกครั้งที่น้ำทะเลหนุน น้ำเค็มจะทะลักเข้าไปตามแม่น้ำลำคลองต่างๆ ทำให้ชาวบ้านในย่านนั้นได้รับความลำบาก และสิ่งที่ไหลมากับน้ำก็มีสัตว์บางชนิด เช่น ตัวเหี้ย และจระเข้ จนต้องมีการทำประตูกั้นน้ำไว้ เพื่อไม่ให้น้ำเค็มจากทะเลไหลเข้าไปปนกับน้ำจืด ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าประตูน้ำชลหารวิจิตร
เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๓ ประตูน้ำเกิดชำรุด ต้องทำการซ่อมแซมหลายครั้ง เมื่อแล้วเสร็จได้กราบบังคมทูล พระสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ เพื่อเปิดประตูน้ำใหญ่
ในครั้งนั้นมีชาวบ้านมารับเสด็จฯจำนวนมากรวมถึงหลวงพ่อปาน พระเกจิอาจารย์ชื่อดังด้วย ท่านเตรียม เขี้ยวเสือ ซึ่งแกะเป็นรูปเสืออย่างงดงามใส่พานไว้ โดยให้เด็กชายป๊อด อายุประมาณ ๗-๘ ปี เดินถือพานตามหลังท่าน
เมื่อถึงที่ประทับ พระสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลวงพ่อปานได้เรียกเอาพานใส่เขี้ยวเสือ แต่เด็กชายป๊อดกลับบอกว่า "เสือไม่มี เพราะมันกระโดดลงน้ำไปแล้ว"
หลวงพ่อปานได้ยินเช่นนั้น จึงนำเอาชิ้นหมูที่ทำขึ้นจากดินเหนียวเสียบกับไม้ แกว่งล่อเอาเสือขึ้นมาจากน้ำต่อหน้าพระพักตร์ รัชกาลที่ ๕ ทรงตรัสว่า "พอแล้วหลวงตา" หลังจากนั้นหลวงพ่อปานได้ถวายเขี้ยวเสือนั้น

ตามคำบอกเล่า เขี้ยวเสือของหลวงพ่อปาน ท่านไม่ได้จัดทำขึ้นเอง จะมีลูกศิษย์ที่เป็นช่างฝีมือช่วยกันแกะ
การแกะเขี้ยวเสือนั้นว่ากันว่า มีการจับแมวมานั่งเป็นต้นแบบ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกันคือ นั่งขันเข่า ดวงตาเป็นวงกลม หูคล้ายหูหนู มีทั้งแบบอ้าปากและหุบปาก นิยมเรียกว่า เสือหน้าแมว หูหนู ตาลูกเต๋า ใต้ฐานมียันต์เฑาะขมวดหัวขมวดหาง เรียกว่า ยันต์กอหญ้า
สำหรับหลักการพิจารณา เสือหลวงพ่อปานนั้นต้องแกะจากเขี้ยวเสือเท่านั้น ซึ่งมีทั้งเขี้ยวเป็นอันและเขี้ยวซีก เขี้ยวเต็มอันจะมีรูกลม ตรงกลางผ่านตลอดจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง ความเก่าพิจารณาความแห้งและความฉ่ำ เขี้ยวจะมีความฉ่ำมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน ถ้าผ่านการใช้มามาก เนื้อเขี้ยวจะฉ่ำใสมีสีเหลืองขาวขุ่น ลักษณะเหมือนเทียนไข และมีรอยแตกรานอยู่บ้าง ซึ่งเกิดจากธรรมชาติความเก่า
รอยจารอักขระเป็นจุดสำคัญในการพิจารณาเก๊-แท้เช่นกัน ลักษณะการจารจะเป็นแบบหวัดๆ เส้นคมลึกไม่เท่ากัน จารเป็นขีดคล้ายๆลายเสือ จารอักขระคล้ายเลขเจ็ดไทยและเลขสามไทย ลายมือลงจารเอียงๆแหลมๆ จารบริเวณลำตัว สะโพก และขาหน้า ใต้ฐานจารยันต์กอหญ้า ลักษณะกลมๆ วนไปเวียนมาซ้อนกันหลายวง
เขี้ยวเสือหลวงพ่อปานที่นำมาประกอบให้ชม ถือเป็นเสืออ้าปากหางตวัดลง อักขระเลขยันต์มีทั้งเลข ๗ และ เลข ๓ ใต้ฐานจารยันต์กอหญ้า พลานุภาพเด่นทางด้านเมตตา แคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี
ปัจจุบันเขี้ยวเสือหลวงพ่อปานมีราคาเล่นหาสูง ของแท้นับวันจะหายาก ลือกันลั่นบางตัวให้ราคาเกือบ ๒ ล้านบาท ยังไม่โดน เท็จจริงประการใด ผู้ที่ให้คำตอบได้คือผู้ที่มีไว้ในครอบครอง

จุดสังเกตวิธีดู เขี้ยวเสือของแท้
ดังได้กล่าวมาจากตอนที่แล้วว่า เสือหลวงพ่อปาน แกะจากเขี้ยวเสือของแท้ ได้รับความนิยมสูงมากในระดับราชันย์แห่งเขี้ยว เป็นหนึ่งไม่มีสองตลอดกาล เสือฟอร์มปึ้ก เก่าแท้ดูง่าย มีราคาสูงถึงหลักล้าน... ด้วยเหตุนี้เขี้ยวปลอมๆ จึงระบาดหนักเป็นเวลานานมากแล้ว
ลองมาศึกษาการ “ดู” เสือหลวงพ่อปาน เป็นเบสิคพื้นฐานกันดีกว่า (ข้อมูลพื้นฐานใช้ดูเบื้องต้น แต่หากต้องซื้อหาในราคาสูง ควรพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญที่มีชั่วโมงบินสูง ผู้ที่เคยเห็นของแท้มาแล้วจำนวนมากพอ)
๑.เสือต้องแกะจากเขี้ยวเท่านั้น จะไม่แกะจากกระดูกหรือวัสดุชนิดอื่น เขี้ยวมีเนื้อทึบแน่น ผิวเนียน ไม่โปร่งใสแสงส่องผ่านได้ (พึ่งระวังเสือวัสดุพลาสติกหรือเรซิ่น ถ้าเผาไฟจะละลายทันที
๒.เขี้ยวเสือที่นำมาแกะจะมีทั้งเขี้ยวเต็มอัน และเขี้ยวครึ่งซีก(เรียกว่า เขี้ยวซีก) เขี้ยวเต็มอันจะมีรูกลมตรงกลางผ่านตลอดจากบนลงล่าง “มีรอยแตกอ้า” ส่วนเขี้ยวครึ่งซีกไม่มีรอยแตกอ้า ด้านหนึ่งต้องมีสีอ่อน อีกด้านมีสีแก่ ด้านที่มีสีอ่อนคือด้านแกนในของเขี้ยว ด้านที่มีสีแก่คือด้านนอกของเขี้ยว เขี้ยวซีกต้องมีมีอ่อนแก่จะมีสีเดียวกันทั้งอันไม่ได้
๓.ความเก่าพิจารณาจากความฉ่ำและคราบผิวของเนื้อเขี้ยว ถ้าผ่านการใช้ไม่มากผิวจะแห้งเก่าไม่ตึงเรียบ แต่ส่วนใหญ่มักผ่านการใช้จนผิวฉ่ำเพราะสัมผัสเหงื่อ ความชื้นและความมันของร่างกายคนเรา เนื้อเขี้ยวจึงดู “ฉ่ำ” คล้ายเนื้อสับปะรดหรือเทียนไข เนื้อมีสีอ่อน/แก่ เป็นธรรมชาติ มีลายในเนื้อ และมีรอยแตกรานเล็กๆ เป็นกลุ่มเพราะการแห้งหดตัว
๔.รอยจาร เป็นจุดสำคัญที่ใช้พิจารณา ลักษณะเป็นการจารหวัดๆ ไม่พิถีพิถัน เส้นคมเล็กบางไม่เท่ากัน จารเป็นขีดๆ แบบลายเสือ และจารอักขระยันต์คล้ายเลขเจ็ดไทย(๗) หรือเลขเก้าไทย(๙) ลายมือจารเอียงๆ แหลมๆ ส่วนใหญ่จะเห็นชัดบริเวณลำตัว สะโพก ขาหน้า
๕.รอยจารใต้ฐาน เรียกว่า “ยันต์กอหญ้า”ลักษณะเป็นยันต์กลมรี วนไปมาเป็นก้อนกลมซ้อนกันหลายวง และยังมีตัว ฤ ฦ ตัวอุ รอยเส้นจารต้องเป็นรอยเก่า เส้นมนๆ ขอบร่องเส้นไม่คมชัดอย่างรอยจารใหม่
ยินดีต้อนรับสู่ Web-Pra.com เว็บไซต์พระเครื่องที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย
ระบบค้นพบว่าคุณพึ่งเคยเข้า www.Web-Pra.com เป็นครั้งแรก
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ www.Web-Pra.com คุณสามารถ:
  1. เปิดร้านค้าของคุณเอง ฟรี
  2. ตั้งประมูล ฟรี
  3. ร่วมประมูล ฟรี
  4. เว็บบอร์ด พูดคุยกับเพื่อนฝูงในวงการพระเครื่อง ฟรี
  5. ระบบซื้อขายอย่างปลอดภัย ฟรี
  6. เผยแพร่ หรือ อ่านบทความพระเครื่อง ฟรี
  7. ระบบทำเนียบพระเครื่อง
มีปัญหาข้อสงสัยติดต่อ info@web-pra.com
หมายเหตุ: คุณควรบันทึกรายการโปรดไว้ เพื่อเข้ามาใช้บริการในภายหลัง