รูปถ่ายหลังยาฉุน หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร ปี 19 เลี่ยมเดิมจากวัด สร้างน้อยหายากครับ - webpra

ประมูล หมวด:พระเกจิภาคใต้

รูปถ่ายหลังยาฉุน หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร ปี 19 เลี่ยมเดิมจากวัด สร้างน้อยหายากครับ

รูปถ่ายหลังยาฉุน หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร ปี 19 เลี่ยมเดิมจากวัด สร้างน้อยหายากครับ รูปถ่ายหลังยาฉุน หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร ปี 19 เลี่ยมเดิมจากวัด สร้างน้อยหายากครับ รูปถ่ายหลังยาฉุน หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร ปี 19 เลี่ยมเดิมจากวัด สร้างน้อยหายากครับ รูปถ่ายหลังยาฉุน หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร ปี 19 เลี่ยมเดิมจากวัด สร้างน้อยหายากครับ รูปถ่ายหลังยาฉุน หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร ปี 19 เลี่ยมเดิมจากวัด สร้างน้อยหายากครับ
รายละเอียด
ชื่อพระเครื่อง รูปถ่ายหลังยาฉุน หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร ปี 19 เลี่ยมเดิมจากวัด สร้างน้อยหายากครับ
รายละเอียดรูปถ่ายหลังยาฉุน หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร ปี 2519 เลี่ยมเดิมจากวัด สร้างน้อยหายาก รูปถ่ายรุ่นนี้ลูกศิษย์ตัวจริงของท่านมีกันทุกคนและต่างหวงแหนกันมากครับ..................ประวัติ หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ท่านเป็นพระคณาจารย์ สมถวิปัสสนา ที่ชาวชุมพร และชาวกรุงเทพๆ ให้ความนับถือเป็นอย่างมาก ท่านมีความเมตตาปรานีแก่ทุกๆคน ไม่เลือกชั้นวรรณะ ไครไปขอพรจากท่านแล้ว จะได้รับความสมหวังอย่างมั่นคงทุกคน เพราะท่านมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก หลวงปู่สงฆ์ ท่านเป็นคนชาว จังหวัดชุมพร โดยกำเนิด ท่านเกิด ที่หมู่บ้านวิสัยเหนือ อ.สวี จ.ชุมพร เมื่อวันอังคาร เดือน ๖ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีขาล พ.ศ.๒๔๓๓ บิดา ชื่อ นางแดง มารดาชื่อ นางนุ้ย มีอาชีพทำนา-ไร่สวน อายุได้ ๑๘ ปี ท่านได้บรรพชาเป็น สามเณร ที่วัดสวี อันเป็นวัดใกล้ๆบ้านเกิดท่าน เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้ว ท่านก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ ๒ ปี จึงได้ลาสึก ออกไปช่วยบิดา มารดา ประกอบอาชีพทำงานท้องนาและไร่สวน ครั้นอายุครบอุปสมบท ท่านได้มาฝากตัวแก่พระอุปัชฌาย์ ที่วัดสวี ขอบวช พระอาจารย์ชื่น เป็นพระอุปัชฌาย์ ให้ฉายาว่า "จันทสโรภิกขุ" บวชแล้ว ท่านได้จำพรรษาที่วัดควน ๑ พรรษา ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัย จนพอรู้แนวทาง ออกพรรษา ท่านมีความสนใจทางสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน แต่ในจังหวัดชุมพร ไม่มีพระอาจารย์สอนทางด้านนี้เลย ท่านจึงกราบลาพระอุปัชฌาย์ -อาจารย์ ออกจากจังหวัดชุมพร มุ่งหาพระอาจารย์สอนกรรมฐานในถิ่นอื่นๆ โดยได้ออกเดินทางไปท่ามกลางป่าเขาอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง เพราะท่าน ยังไม่รู้จักคำว่า " เดินธุดงค์" แต่หลวงปู่สงฆ์ มีความแน่ใจว่า การเดินทางอยู่ในป่าดงพงไพรนี้ จะต้องพบกับ พระผู้ปฏิบัติ เพราะพระกรรมฐานชอบอยู่ป่า มากกว่าอยู่วัดวาอาราม หลวงปู่สงฆ์ รอดพ้นจากอันตรายรอบด้าน เช่น สัตว์ป่า ไข้ป่า ก็เพราะแรงใจที่มุ่งปฏิบัติธรรม กับพระอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่ง เมื่อพบก็จะมอบตัวเป็น ศิษย์ ขอฝึกอบรมด้วยเท่านั้น ท่านได้พบกับ พระอาจารย์รอด วัดโต๊ะแซ เป็นพระอาจารย์ที่ทรงฌานสมาบัติสูงองค์หนึ่ง ในจังหวัดภูเก็ต ท่านจึงได้ไป ฝากตัวเป็นศิษย์ เรียนกรรมฐาน อยู่กับพระอาจารย์รอด ๒ พรรษา จนเชี่ยวชาญ พระอาจารย์รอด ได้ให้ออกเดินธุดงค์ไปอยู่ป่าช้า ตามถ้ำผาป่าดง เพื่อความรุ้แจ้งในจิต และเดินธุดงคกรรมฐานไปจนถึงชายแดนด้านมาลายู จากนั้นท่านก็ ได้เดินธุดงค์ ย้อนกลับมาจนถึงจังหวัดเพชรบุรี จนมีความชำนาญในเรื่องสมถกรรมฐานและวิปัสสนา กรรมฐานมาก โดยเฉพาะสมัยก่อนทางภาคใต้ ตั้งแต่จชุมพรลงไป ครูบาอาจารย์ต่างๆ มักจะสนใจปฏิบัติสมถกรรมฐานแล้ว เดินจิตเล่นฤทธิ์ โดยส่วนมาก สำนักเรียนวิชาต่างๆ สำนักเขาอ้อ มีชื่อเสียงมากในเรื่องนี้ ทั้ง หลวงปู่สงฆ์ ก็ดี หลวงปู่หมุนก็ดี ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในปัจจุบันนี้ ท่านสามารถหัน เข้ามาดำเนินจิตสู่วิปัสสนากรรมฐานเสีย เพราะเป็นหนทางออกจากความยึดมั่น ในอำนาจจิต อำนาจฌานได้อย่างสิ้นเชิง เป็นความจริงดังนี้ ต่อมาท่านเกิดสติปัญญา มองเห็นภัยในวัฎสงสาร ที่มันเคย แปรปรวน หมุนเวียน ไม่รู้จบ ท่านเกิดเบื่อหน่าย คิดดำเนินชีวิตในป่าดงพงไพร ทำจิต เร่งบำเพ็ญเพียร เพื่อความพ้นทุกข์ การเดินธุดงคกรรมฐานของครูบาอาจารย์นั้น มิใช่ว่าจะเดินไปในที่แห่งหนึ่ง แล้วไปในที่แห่งหนึ่ง พึงรีบเดินเพื่อให้ถึงเร็วๆนั้น หาไม่ แต่การเดินธุดงค์ก็เหมือนการเดินแบบปกติ หรือเดินจงกรมนั่นเอง ท่านเดินอย่างมีสติ .... คือ ขณะที่ก้าวเดินไปนั้น ท่านกำหนดคำบริกรรม หรือพิจารณาธรรมไปเรื่อยๆ โดยไม่นับก้าวแต่อย่างใด ท่านเดินด้วยสติ แม้อะไรจะเกิดขึ้นมา ท่านก็รู้ชัด จิตไม่แส่ส่ายไปมา เพราะสติเป็นกำลังอันสำคัญขณะทำความเพียร เช่นอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ท่านได้อาศัยชีวิตอยู่ในป่าดงเป็นเวลาหลายปี ไม่มีความอาลัยในชีวิตว่าจะสุข หรือทุกข์ ท่านมุ่งปฏิบัติธรรม เพื่อความรู้ธรรม เมื่อรู้ธรรมแล้ว ท่านก็นำธรรมะนั้น มาสอนจิตสอนใจตนเอง ขัดเกลา กิเลส ตัณหา อุปาทาน ชำระจิตใจด้วยธรรมถึง ๗ ปี แห่งการทรมานกิเลส ภายในจิตใจของท่าน ซึ่งไม่เคยออกจากป่าสู่เมืองเลย ทำให้สภาพจิตสดใสแจ่มแจ้งในธรรมะ แต่สภาพสังขาร ดูออกจะเป็นฤาษีชีไพร หนวดเครารุงรัง ผมเผ้ายาว จีวร สบง ขาดรุ่งริ่ง นั่งภาวนาในป่าเมืองชุมพร คล้ายกับวาสนาท่านจะต้องมาอยู่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย จึงมีชาวบ้านป่า เดินตามนกตัวหนึ่ง ที่ร้องเป็นภาษามนุษย์ว่า " หนักก็วางเสีย " ชาวบ้านป่า เดินตามนก จนพบหลวงปู่สงฆ์ และได้นิมนต์มาอยู่วัดร้างแห่งนั้น หลวงปู่สงฆ์ จนฺทสโร ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ ที่มีความอดทน ค้นคว้า สัจธรรม ความเป็นจริง ของพระพุทธเจ้า นาน ๑๐ พรรษา ท่ามกลางป่าดง ท่านอาศัยภูเขาลำเนาไพรมาโดยตลอด การบิณฑบาต ท่านไปในหมู่บ้านชาวป่า ได้บ้างอดบ้างตามอัตภาพ ท่านจึงออกจากป่า สู่วัดร้างแห่งหนึ่ง ท่านได้จำพรรษาก่อสร้างวัดร้างแห่งนั้น จนเจริญรุ่งเรืองในปัจจุบัน โดยขนานนามว่า วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย หลวงปู่สงฆ์ จนฺทสโร ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบองค์หนึ่ง ในจังหวัดชุมพร บัดนี้ท่านได้วางแล้วซึ่งขันธ์อันหนักหน่วงของท่าน และได้ทิ้งรากฝากความดีงามให้แก่ชนรุ่นหลัง อันเป็นมงคลที่หลวงปู่สงฆ์ จันทสโร อนุเคราะห์ชาวบ้านที่ได้รับความทุกข์ร้อน โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เมื่อมาหาท่าน ท่านจะช่วยเหลือจนหายจากโรคภัยไข้เจ็บ มีเรื่องราวดังนี้ ที่ข้าง ๆ บันไดกุฏิของท่านจะมีตุ่มใส่น้ำใบหนึ่ง ท่านจะลงมาจากกุฏิทำน้ำมนต์ ในเวลากลางคืนแล้วนำมาใส่ตุ่มไว้ ตอนเช้ามืดอีกครั้งหนึ่ง ท่านจะลงมาเทใส่ตุ่มทุกวัน ๆ น้ำมนต์ในตุ่มนั้นจะมีผู้ที่รู้แหล่งเข้ามาขอตักไปบูชาหรือดื่มกินกัน น้ำมนต์ของท่านมีความขลัง และศักดิ์สิทธิ์ สามารถอาราธนาให้เกิดผลในสิ่งที่ตนปรารถนาได้ทุกประการตามแต่คำอธิษฐาน โอ่งน้ำมนต์ของท่านเรียงรายอยู่ตามบันได ทางขึ้นลงกุฏิทั้งด้านซ้ายด้านขวา ตอนเช้าหลวงปู่จะทำน้ำมนต์ มาเทลงในโอ่งทุกวัน ครั้งหนึ่งมีคนแถวสามแก้วได้พาลูกสาวซึ่งมีอาการเหมือนถูกผีเข้าสิง ดิ้นทุรนทุรายร้องเสียงดัง ญาติต้องช่วยกันพามาที่วัด มานั่งรออยู่เชิงบันได เพราะบนกุฏิหลวงปู่นั้น ผู้หญิงขึ้นไม่ได้ แล้วพ่อของเด็กก็ขึ้นไปเล่าอาการให้ฟัง เมื่อได้ฟังอาการแล้วหลวงปู่ก็เดินมาที่หน้ากุฏิมองลงมาที่เด็กสาวคนนั้น ชายสองคนจับแขนเอาไว้แน่น ขณะที่เด็กสาวสะบัดจะให้หลุด ปากก็ร้องเสียงดัง ท่านมองดูสักครู่ก็พูดขึ้นว่า “นิ่งเสียบ้างซิ” เด็กสาวที่ร้องครวญครางก็หยุดชะงักลงทันทีเมื่อสิ้นเสียงหลวงปู่ สักครู่ก็ร้องอีก นายสร้าง คนติดตามหลวงปู่ได้ยื่นขันน้ำที่ตักจากในโอ่งบนกุฏิส่งให้ หลวงปู่หยิบขันน้ำมาก็เทโครมลงมาทันที ถูกร่างของเด็กสาวคนนั้นอ่อนแรงจนนอนราบเรียบสงบ หลวงปู่หันหลังกลับเข้ากุฏิ สักครู่เด็กสาวคนนั้นก็ลุกขึ้น อาการผิดปกติหายไปราวกับปลิดทิ้ง เรื่องของการใช้น้ำมนต์ไล่ผีเข้าเจ้าสิงของหลวงปู่นั้นโด่งดังมาก ดังนั้นน้ำมนต์ของหลวงปู่จึงมีคนต้องการมาก ตามปกติหลวงปู่สงฆ์ท่านชอบใช้ยาเส้นสีปากแล้วอมเอาไว้ ดังนั้นยาเส้นที่ท่านใช้แล้วเหล่านั้น จะกลับกลายเป็นของวิเศษ เป็นของที่มีมงคลศักดิ์สิทธิ์ สมัยก่อนคนที่ไปวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยจะหายาเส้น ไปสักจำนวนหนึ่ง บางคนก็เอาไปเป็นห่อ แล้วก็ให้หลวงพ่อเสกให้ต่อจากนั้นก็นำมาเป็นวัตถุมงคลติดตัว ต่อมาทางวัดมีความคิดดีนำเอายาเส้นอัดพลาสติกห้อยคอ ทำเหมือนกับลูกอม เพราะยาเส้นของท่านเป็นที่ต้องการของลูกษย์ลูกหา เพราะมีประสบการณ์หลายครั้งในชุมพร คือ ครั้งหนึ่ง ได้มีคนมาหาหลวงปู่ ท่านก็มอบยาเส้นให้ เมื่อได้แล้วก็นำไปไว้ในเซฟ รวมกับเอกสารและของมีค่า เขาถือว่า ยาเส้นของหลวงปู่ เป็นของมีค่าด้วยชนิดหนึ่งต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี หลังจากนั้นไม่นานนักขโมยเกิดเข้าบ้านชายคนนี้ เมื่อมันเปิดเซฟออกมา มันก็เบือนหน้า เพราะในเซฟไม่มีสมบัติอะไรเลย มีแต่ยาเส้นกองเต็มไปหมดไม่มีของมีค่า แต่แล้วคนพวกนี้ก็ไปไม่รอด โดนจับได้ ของกลางไม่มีอะไร เพราะมันไม่ได้อะไรไปเลย บอกกับตำรวจเพียงว่า“ในเซฟมีแต่ยาเส้น ใครจะเอาไปทำไม” ความจริงยาเส้นในเซฟนั้นมีเพียงก้อนเล็ก ๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือเท่านั้น ยาเส้นที่หลวงปู่ชอบอมเอาไว้ หรือเรียกกันแบบภาษาท้องทิ่นว่า ถุนยา คือเอายาเส้นใส่ปากอมเอาไว้ เมื่อมีคนอยากได้ บางคนขอเอาจากปากท่านเลยก็มี ท่านก็คายออกใส่มือให้ผู้มาขอ มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีลูกศิษย์คนหนึ่งปวดท้องมานานกว่า ๑๐ ปี ไปรักษาที่ไหนก็รักษาไม่หาย ต่อมาได้ยินเขาเล่าลือว่าทางจังหวัดชุมพรมีพระที่วิเศษรูปหนึ่ง เคยรักษาโรคมาเป็นพันๆ คน และก็หายทุกคน เธอจึงเดินทางมาหา ทันทีที่เห็นหน้าหลวงปู่สงฆ์ คนป่วยก็มีความรู้สึกศรัทธาอย่างมากมาย ขนลุกขนพองอยู่ตลอดเวลา แม้ท่านจะกลับเข้ากุฏิไปแล้วก็ตาม ศิษย์ของท่านจึงนำน้ำปลาไปให้ท่านเพ่งกระแสจิตให้สัก ๑๐ นาที แล้วนำน้ำปลานั้นมาให้และบอกว่าให้กินน้ำปลานี้ ยาอื่นไม่ต้องกิน ถึงกินก็ไม่หาย ด้วยความศรัทธาในองค์หลวงปู่สงฆ์ หญิงคนนั้นจึงเปิดขวดน้ำปลาดื่มเข้าไป แม้ว่าน้ำปลาจะมีรสเค็มจริงอยู่ แต่เวลาน้ำปลาผ่านลำคอไปแล้ว รู้สึกเย็น ๆ พอไปถึงท้องแล้วอาการปวดท้องหายเป็นปลิดทิ้ง ผู้ป่วยนั้นก็ก้มลงกราบตรงเชิงบันไดกุฏิของหลวงปู่สงฆ์ แล้วได้ร่วมทำบุญกับวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยด้วยความศรัทธาแล้วจึงลากลับ เรื่องราวปาฎิหารย์ของท่านมีมากมายนัก หลวงปู่สงฆ์ ท่านได้เข้าพำนักอยู่ประจำที่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย นี้ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๒ จนถึง วันอังคาร ที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ตรงกับแรม ๙ ค่ำเดือน ๘ ปีกุน ท่านได้ละสังขาลอย่างสงบ เมื่อลูกษญ์ลูกหาได้ทราบข่าวว่า ท่านได้มรณะภาพแล้วต่างพากันมากราบใหว้ท่านเป็นครั้งสุดท้าย แม้กระทั่งเต่าที่ท่านได้เคยเลี้ยงและได้ปล่อยไปแล้ว ยังกลับมาที่วัด เสมือนว่ามันจะทราบว่าหลวงปู่ได้ละสังขารแล้ว ในวันที่เต่าปรากฏนั้นเกิดพายุหมุนเล่นเอาสังกะสีหลังคาโรงที่สร้างเอาไว้สำหรับรองรับคนที่มาฟังเทศน์ ฟังการสวดพระอภิธรรม กระจัดกระจาย สังกะสีปลิวว่อน แต่ไม่มีใครได้รับอันตรายแต่อย่างใด เต่าตัวนี้มีขนาดประมาณ ๑๕ - ๒๐ นิ้วเห็นจะได้ เมื่อมาถึงที่ศาลา มีคนอุ้มเอาขึ้นไปวางไว้ตรงหน้าหีบศพของหลวงปู่ เมื่อวางเสร็จเต่าตัวนี้ก็ทำหัวผงกๆ จากนั้นก็นั่ง มีคนเห็นเต่าน้ำตาไหล อาบแก้มทั้งสอง ข่าวนี้กระจายไปทั่วเมืองชุมพร คนก็เลยมาดูเต่ากันมากขึ้น สิ่งที่น่าประหลาด คือ เมื่อนำเต่าออกมาถ่ายรูป หรือจะนำออกมาวางในลักษณะใดก็ตาม พอวางเสร็จสักครู่ เต่าก็จะหันหัว กลับไปที่หีบศพทุกครั้ง แล้วกลับไปนอนนิ่งใต้หีบศพของหลวงปู่ จนกระทั่งถึงวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ จากจำนวนเต่า ๑ ตัว แรก กลายเป็น ๙ ตัว เพราะมีเต่าเพิ่มมาอีก บางตัวมาปรากฏอยู่หน้าลานวัด บางตัวชาวบ้านจับเอา มาส่งที่วัด เพราะ เขาเล่าว่าตอนขณะที่พวกเขาจะเดินทางมานมัสการหลวงปู่ เต่าได้ออกมาขวางหน้ารถ คล้ายกับว่าจะให้พามันมานมัสการหลวงปู่ด้วยนั่นเอง ที่เป็นอย่างนี้เพราะเหตุว่า เมื่อตอนหลวงปู่ยังอยู่นั้น หากชาวบ้านพบเต่าคลานอยู่หรือว่าจับได้ ก็จะนำมาถวายหลวงปู่ที่วัด ท่านก็จะเอาสีเขียนทาลงไป เขียนชื่อท่านบ้าง เขียนชื่อวัดบ้าง บางตัวก็จะมีอักขระขอม เป็นที่รู้กันว่านี่คือเต่าของหลวงปู่ เป็นเต่า มีลักษณะ ๖ ขา เป็นเต่าพันธุ์เฉพาะถิ่น บางตัวหากจะยกต้องให้ผู้ชายกำลังดีๆ ถึง ๔ คน หลวงปู่ไปเข้าฝันชายคนหนึ่ง ให้ไปช่วยลูกของท่านที่ตกบ่อด้วย ชายคนนั้นไปดูตามบ่อต่างๆ ก็พบเต่ากำลังตะเกียกตะกาย จะขึ้นจากบ่อมาให้ได้ เขาก็ช่วยมาจากบ่อ บนกระดองเต่าก็เห็นอักษรเขียนว่า ว.ศ.ล.ก็เลยนำมาที่วัด มีชาวบ้านที่ได้มานมัสการหลวงปู่ เมื่อมาพบเห็นเต่าก็นำไปตีเป็นตัวเลข นำไปแทงหวย ในงวดวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ถูกกันเกือบทั้งเมืองชุมพร ข่าวเรื่องเต่าของหลวงปู่เป็นที่เกรียวกราวมากในจังหวัดชุมพร หลวงปู่สงฆ์ มรณภาพ รวมสิริอายุได้ ๙๔ ปี ๓ เดือน ๒ วัน รวมท่านอยู่ที่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอยเป็นเวลา ๖๔ ปี สรีระของหลวงปู่ได้ประดิษฐานอยู่ บนศาลาธรรมสังเวช เพี่อให้พุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์ได้กราบสักการบูชาตลอดไป คำให้พรของหลวงปู่ที่ได้ยินบ่อยครั้ง จงบังเกิดมีแด่ญาติโยมทุกๆ ท่านเทอญ............รับประกันแท้ตลอดชีพ เก้คืนเต็มตลอด 24 ชั่วโมงครับ
ราคาเปิดประมูล100 บาท
ราคาปัจจุบัน5,000 บาท (ถึงราคาขั้นต่ำ)
เพิ่มขึ้นครั้งละ100 บาท
วันเปิดประมูลศ. - 16 ก.ย. 2554 - 18:17.49
วันปิดประมูล ส. - 17 ก.ย. 2554 - 20:37.23 ปิดประมูล
ผู้ตั้งประมูล
แชร์หน้านี้
รายละเอียดราคาประมูล
ราคาปัจจุบัน 5,000 บาท (ถึงราคาขั้นต่ำ)
ราคาประมูลด่วน5,500 บาท
เพิ่มครั้งละ100 บาท
การประมูลพระเครื่องนี้ ถูกปิดโดยระบบแล้ว
เคาะประมูล
กรุณาทำการ เข้าสู่ระบบ ก่อนทำการประมูลใดๆ
รายละเอียดผู้เสนอราคา
ผู้เสนอราคา ราคา เวลา
1,000 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 18:32.35
2,000 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 19:08.49
2,500 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 19:12.14
2,600 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 19:14.19
2,700 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 19:14.23
2,800 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 19:14.27
2,900 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 19:14.34
3,000 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 19:14.43
4,000 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 19:20.29
4,100 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 19:52.27
4,200 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 19:52.30
4,300 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 19:52.32
4,400 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 19:52.35
4,500 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 19:54.17
4,600 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 20:37.09
4,700 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 20:37.11
4,800 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 20:37.15
4,900 บาท ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 20:37.17
5,000 บาท (ถึงราคาขั้นต่ำ) ศ. - 16 ก.ย. 2554 - 20:37.23
กำลังโหลด...
Top