ประวัติ ครูบาบุญทืม พรหมเสโน - วัดจามเทวี อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

ครูบาบุญทืม พรหมเสโน

ประวัติ วัดจามเทวี อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

ครูบาบุญทืม พรหมเสโน
       ครูบาบุญทืม พรหมเสโน
หรือพระปลัดบุญทืม พรหมเสโน แห่ง "วัดจามเทวี" อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ด้วยกายเนื้อ หลวงพ่อฯ เคยนำพวกเราไปพบ และนมัสการพระคุณเจ้าศิษย์ครูบาเจ้าศรีวิชัยนักบุญแห่งลานนาไทย องค์นี้มาแล้ว ๖ ครั้ง

ครั้งแรกที่วัดจามเทวี หลังจากที่ไปนมัสการหลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร (วัดป่าดอนมูล) และได้รับคำแนะนำให้มาพบให้ได้

"เป็นพระเฉยๆ ท่าทางไม่เอาไหน พระที่วัดก็ไม่มีใครรู้ ชาวบ้านก็ไม่รู้ แต่เป็นพระแท้ ไปหาให้พบให้ได้"

หลวงปู่คำแสนเล่าพลางหัวเราะพลาง และหลังจากที่พวกเราได้พากันนมัสการกราบลาหลวงปู่ฯ เรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อฯ ก็รีบเดินทางพาพวกเราไปนมัสการหลวงปู่ทืมฯ ที่วัดจามเทวีในทันที โดยไม่มีการนัดหมาย

แม้หลวงปู่คำแสนท่านเตือนมาก่อนที่จะเดินทางไปพบแล้ว ก็ยังเกิดเหตุคนชนพระตายจนได้ คือพอคณะของพวกเราไปถึงวัดจามเทวีแล้ว ไม่มีใครเคยรู้จักหลวงปู่ทืมฯ มาก่อน ขณะนั้นก็มีพระแก่ท่าทางทึมๆ ห่มผ้าสีกลักตุ่นๆ มอมแมมองค์หนึ่งเพิ่งจะเดินทางเข้ามาในวัดจามเทวีเหมือนกัน ท่าทางของท่านเหมือนกับรีบร้อนจะมาหาใครที่วัดจามเทวี มีท่าทีงกๆ เงิ่นๆ ไม่ทันที่หลวงพ่อฯ ท่านจะสั่งประการใด ศิษย์ของหลวงพ่อท่านหนึ่งก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมปราดเข้าไปถามพระแก่องค์นั้นทันทีว่า

 "รู้จักหลวงปู่ทืมไหมครับ"

พระแก่องค์นั้นยิ้มกระตุกๆ ที่ริมฝีปากทำหน้าตาเหรอหราก่อนที่จะตอบมาอย่างเรียบๆ และสั้นๆ ว่า

"รู้จัก"

ศิษย์ท่านนั้นก็ถามต่อไปอีกว่า

"แล้วหลวงปู่ท่านอยู่ที่กุฏิไหนครับ"

พระแก่องค์นั้นก็ยิ้ม กระตุกๆ อีกเช่นเคย ตอบมาอย่างหน้าตายๆ เป็นทองไม่รู้ร้อนว่า

"อยู่ที่กุฏินี้"

พลางชี้มือไปที่กุฏิเยื้องไปหน่อยตรงหน้า

"อย่างนั้นท่านช่วยเรียกหลวงปู่ทืมฯ ให้หน่อยซิครับ" ศิษย์คนนั้นถือโอกาสวานเรียกให้ซะเลย

"อ้อ ได้"

แล้วพระแก่องค์นั้นก็ยืนนิ่งเฉยอยู่ ศิษย์ท่านนั้นก็ยืนมองตามอย่างสงสัย (อ้าวก็เมื่อรับปากว่าได้ก็น่าจะไปตามให้ แล้วไหงไม่ไปตามให้ กลับมาทำยืนเฉยอยู่อย่างนั้นยังไม่ไปตามให้อีกแน่ะ)

"ฉันเองพระทืมฯ "

ในที่สุดพระแก่องค์นั้นก็พูดเบาๆ แล้วยิ้มฟันหลอ หลังจากปล่อยให้ยืนมองอยู่พักใหญ่ เอ้อเฮอ งานนี้หมอใหญ่ต้องลาออกเลยครับ หน้าตาเละเทะเป็นโจ๊กปั่นด้วยมูลีเนกซ์ แหลกแล้วแหลกอีก

เรื่องนี้เล่ากันนานไม่รู้จบ แต่ก็เป็นทำนองขบขันนะครับ ไม่มีใครตำหนิหรือเยาะเย้ยใคร เพราะทราบกันดีอยู่แล้วว่าถึงแม้จะเป็นลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็คงจะโดนหลวงปู่ฯ ล้อเล่นเอาเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ ท่าน "โกษา ป่อง" เล่าอย่างละเอียดยิบเอาไว้แล้วในหนังสือเรื่องล่าพระอาจารย์ กรุณาลองไปหาอ่านเอาเองนะครับ ศัพท์หนังจีนกำลังภายในเขาใช้สำนวนว่า "วิทยายุทธสูงล้ำ แต่ครอบงำเอาไว้ได้อย่างมิดชิด หรือ วิทยายุทธสูงสุดยอด พลันกลับคืนสู่สามัญ" อะไรทำนองนี้นี่แหละครับ พระคุณท่าน ....

(ถึงตรงนี้กระผมขอแทรกเรื่องๆ หนึ่ง เกี่ยวกับลูกศิษย์ของหลวงพ่อฯ ท่าน คนนี้เด็ดจริงๆ ครับ ท่านคือคุณป้า เสงี่ยม สังกรณีย์ (ที่เรียกคุณป้าเพราะท่าทางจะมีอายุมากกว่าคุณแม่ของกระผม) ท่านเป็นคนจังหวัดระยอง ท่านเล่าว่าคุณสมบูรณ์ เวสารัชชานนท์ ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากของหลวงพ่อที่จังหวัดระยอง ได้นำหนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน มาให้อ่าน ซึ่งชอบมาก อยากไปหาหลวงพ่อ ก็ไปบอกกับน้องคุณสมบูรณ์ว่าจะไปหาหลวงพ่อที่วัด แม้จะไม่เคยไป เธอยังถามว่าจะไปได้หรือ คุณป้าท่านก็ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ปะๆ มือหิ้วชะลอม แต่มีปืนอยู่ในนั้นด้วย คุณป้าบอกว่า เผื่อมีใครจะทำร้ายจะได้เอาปืนยิงขึ้นฟ้า คนจะได้กรูกันมาช่วยฉัน (กระผมว่าพอคุณป้าหยิบปืนออกมา คนร้ายมันก็เผ่นแล้วละครับ)

ตอนไปถึงวัดท่าซุง ยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน ก็พบคุณหญิงเยาวมาลย์ บุนนาค ลูกศิษย์ของหลวงพ่อซึ่งอยู่ที่วัด ท่านเอ่ยปากชวนคุณป้าว่า "เชิญคุณป้าร่วมรับประทานอาหารด้วยกันซิ" ทำให้คุณป้าซึ้งใจมาก และว่า คุณหญิงท่านตาถึง และมีน้ำใจดีจริงๆ ทั้งๆ ที่คุณป้าแต่งตัวปอนๆ กะว่าคนจะต้องดูถูก แต่กลับได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นใจ (แต่กระผมคิดว่าเป็นคุณธรรมของคุณหญิงท่านนั่นเอง) เรื่องแปลกก็คือ คุณป้าไปเจอรูปปั้นรูปหนึ่ง พอเห็นปั๊บก็รู้สึกว่านี่คือขุนไกร ทั้งๆ ที่ตอนนั้นไม่ได้มีป้ายบอกไว้ และไม่ทราบด้วยว่าอดีตชาติหลวงพ่อท่านเคยเป็นขุนแผนมาก่อน

เมื่อได้พบหลวงพ่อ ท่านก็ถามว่ามาจากไหน คุณป้าก็บอกว่ารู้จักคุณสมบูรณ์ และโกหกท่านว่าเป็นคนรับใช้ของคุณสมบูรณ์ และขอให้ท่านเขียนใส่กระดาษว่า คุณป้าได้มาพบหลวงพ่อ เพื่อจะนำไปยืนยัน กับน้องสาวของคุณสมบูรณ์ว่ามาพบหลวงพ่อจริงๆ ท่านก็เมตตาเขียนให้ และหลวงพ่อยังได้ชวนทำบุญให้ช่วยสร้างกุฏิสักหลังราคา ๒๐,๐๐๐ บาท แต่คุณป้าทำบุญไปเพียง ๒๐๐ บาทเท่านั้น คุณป้าบอกว่า ฉันแปลกใจที่ฉันไปแบบอนาถา ใช้เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ปะๆ ดูไม่ได้ แต่หลวงพ่อท่านมาชวนฉันสร้างกุฏิเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท แสดงว่าหลวงพ่อท่านมีตาใน

คุณป้าได้นิมนต์หลวงพ่อไปที่บ้าน หลวงพ่อท่านก็รับนิมนต์ทันที ก็มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อคนหนึ่ง คงจะฟังอยู่นานแล้ว เกิดความรำคาญ ก็พูดขึ้นว่า หลวงพ่อไปเชื่อยายเพิ้ง แล้วคณะติดตามหลวงพ่อไปถึง จะไปนอนที่ไหนกัน (คุณคนนั้นเรียกคุณป้าว่ายายเพิ้ง) คุณป้าก็หันไปพูดกับคนอื่นว่า หลวงพ่อท่านมีตาใน

ถึงเวลาคณะของหลวงพ่อซึ่งประกอบด้วย คุณหญิง คุณนาย และมีคนใหญ่คนโต บางท่านเป็นนายพล ลูกศิษย์ทั้งคณะประมาณ ๖๐ กว่าคน คณะนี้ตอนแรกก็คิดว่าจะไปนอนที่อื่น (ก็บ้านยายเพิ้งจะนอนเข้าไปได้ยังไงตั้งกว่า ๖๐ คน) พอมาถึงบ้านของคุณป้าปรากฏว่า มีบ้านอยู่ ๓ หลัง หลังใหญ่ ๒ หลัง และหลังเล็กทำเป็นกุฏิสงฆ์ ๒ ชั้นต่างหากอีก ๑ หลัง (อยู่แหลมแม่พิมพ์ บริเวณอ่าวไข่ จ.ระยอง) นี่ต้องเรียกว่าผ้าขี้ริ้วห่อทองนะครับ เป็นอันว่าทั้งคณะก็ได้พักบ้านคุณป้ากันทั้งหมด งานนี้สงสัยหมอไม่รับเย็บเหมือนกัน เพราะยายเพิ้งกลายเป็นคหบดีขึ้นมาได้

บ้านพักของคุณป้าท่านอยู่ติดริมชายทะเลเลย อากาศดี ลมพัดเย็นสบาย คุณป้าเล่าว่า หลวงพ่อท่านบอกคุณป้าว่า ตามหามานานแล้ว เพิ่งมาเจอแม่พิมพิลาไลย ปัจจุบันนี้ มีศาลเจ้าแม่พิมพ์อยู่ที่แหลมแม่พิมพ์ด้วย เมื่อนึกถึงตอนที่เห็นรูปปั้น แล้วมีความรู้สึกว่าเป็นรูปปั้นขุนไกร และภายหลังมาทราบเรื่องราวของหลวงพ่อแล้ว จึงเข้าใจแจ่มแจ้ง ก่อนที่คณะของหลวงพ่อจะกลับ ท่านได้เมตตาจารึกอักษรลงไว้ในสมุดบันทึก ว่า

"อาตมา ในฐานะหัวหน้าคณะ ได้มีโอกาสมาพัก และได้รับอุปการะจากอดีตคุณป้า เป็นอย่างดีพิเศษ ซึ่งไม่เคยได้รับอุปการะจากสถานที่ใดอบอุ่นอย่างนี้ ด้วยความดีของคุณป้าที่รัก และเคารพ อาตมา ในฐานะพระสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัย มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน จงอภิบาลให้คุณป้ามีความสุขสมหวัง ทั้งชาตินี้ และสัมปรายภพเถิด"

เป็นสิ่งที่คุณป้าภูมิใจ และเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

หลวงพ่อได้เมตตาไปพักที่บ้านของคุณป้าเสงี่ยม เกินกว่า ๑๐ ครั้ง เพราะอากาศดีกับสุขภาพของท่าน และเพื่อโปรดโยมในอดีตให้ปรารถนาพระนิพพานในชาตินี้นั่นเอง....

กระผมเองก็เคยมีประสบการณ์มาบ้าง เพื่อนเขาพาไปกราบหลวงพ่อ กัสสปมุนี ท่านอยู่วัดที่จังหวัดระยอง แต่ท่านมาโปรดญาติโยมแถวถนนสีลม กรุงเทพฯ ผมก็ตามเขาไปอย่างนั้นเพราะตอนนั้นพบหลวงพ่อฤาษีฯ แล้ว ถึงจะเคยอ่านหนังสือของหลวงพ่อกัสสปฯ มาแล้ว และ ระยะหลังท่านก็เข้านิโรธสมาบัติทุกปี แม้ว่าสุขภาพของท่านไม่ค่อยดีนัก ด้วยความเลวของกระผม ไปถึงก็กราบๆ ท่าน แล้วก็ไปนั่งหลังสุดเพื่อน แต่หูก็คอยฟังท่านพูดอยู่ คำแรกท่านว่าตอนนี้นอกพรรษาไม่ได้สอนปฏิบัติธรรม คุยกันสบายๆ ก็แล้วกัน แต่หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่งโมง กระผมก็ค่อยๆ กระเถิบจากหลังสุด จนไปอยู่ข้างหน้าสุด เพราะคำสอน (คุยสนุกๆ สบายๆ ) ของท่านมันโดนใจจริงๆ ได้แต่นึกอยู่ในใจว่า ถ้าหลวงพ่อกัสสปฯ และ หลวงพ่อฤาษีฯ ท่านได้มีโอกาสมา ปุจฉา-วิสัชนาธรรมโปรดญาติโยม แบบสองธรรมมาสน์ คงจะเป็นสิ่งที่วิเศษสุดสำหรับกระผม แต่บัดนี้ทั้งสองท่านก็ได้ละสังขารไปหมดแล้ว เหลือแต่กระผมที่ยังโง่งมอยู่ .... )

ต้องกราบขออภัยท่าน นอกเรื่องไปมากทำให้ท่านเสียเวลา ขอเรียนเสนอเรื่องของท่านครูบาบุญทืมฯ จากการเขียนของท่านอรรณพฯ ต่อนะครับ... (หลวงพ่อฯ และคณะศิษย์ได้พบ ท่านครูบาฯ อีกหลายครั้ง)

"ครั้งที่ ๒ ที่วัดจามเทวี หลวงปู่ทืมฯ ได้นิมนต์หลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก ศิษย์ครูบาศรีวิชัยรุ่นพี่ของท่าน ซึ่งเป็นพระสุปฏิปันโนอีกองค์หนึ่งมาคอยรับอยู่ด้วย

ครั้งที่ ๓ ที่วัดพระธาตุจอมกิตจิ (ไม่ใช่พระธาตุจอมกิตตินะครับ เป็นดอยเล็กๆ ชาวบ้านเรียกว่าดอยจิ) พร้อมกับหลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก

ครั้งที่ ๔ รับนิมนต์หลวงพ่อของเรา ไปแจกพระเครื่อง และผ้ายันต์ให้กับ ตชด.ที่ค่ายดารารัศมีพร้อมกับหลวงปู่คำแสน วัดดอนมูล (พวกเรารับท่านออกมาจากโรงพยาบาล เพราะหลวงปู่ท่านอาพาธไม่ใช่น้อย แต่ท่านยืนยันว่าอยากจะมา และท่านต้องมาให้ได้)

ครั้งที่ ๕ ไปเยี่ยมหลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก ที่วัดวังมุยพร้อมกับหลวงพ่อฯ

ครั้งที่ ๖ หลวงพ่อฯ พาพวกเราไปเยี่ยมหลวงปู่ ที่วัดนาเลียง พระพุทธบาทห้วยต้ม ซึ่งทำให้พวกเราได้รู้จัก และใกล้ชิดกับหลวงปู่ครูบาวงษ์ฯ เป็นอย่างยิ่ง ในโอกาส และกาลต่อมา
ครูบาบุญทืม พรหมเสโน

หลวงปู่บุญทืมฯ เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ชื่อว่าเป็น "พระสุปฏิปันโน" โดยแท้ เป็นพระภิกษุในพระบวรพุทธศาสนาที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว หลวงพ่อของพวกเราเป็นองค์รับรองอย่างแข็งขัน และพระสุปฏิปันโนทุกๆ องค์ที่หลวงพ่อเคยพาพวกเราไปนมัสการมา ก็รับรองเช่นนั้น ...

ผมนั้นทั้งรัก ทั้งสงสารท่านเป็นนักหนา เมื่อเห็นท่านป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งในตับ แต่ความโง่ที่เชื่อเอาอย่างจริงๆ จังๆ ว่า ท่านสามารถจะใช้ฌานสมาบัติของท่านข่ม หรือรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ผมจึงได้ใช้กลอุบายต่างๆ นานา เพื่อที่จะให้ท่านอยู่กับพวกเรานานๆ แต่แล้วก็ไม่ไหว สงสารท่าน ปล่อยให้ท่านไม่ต้องทรมานสังขารจะดีกว่า ที่ผมเชื่อว่าท่านมีฤทธิ์นั้นเพราะผมเคยเห็นท่านเรียกพระรอดมหาวัน หรือพระเครื่องสมเด็จ หรือพระเครื่องของหลวงปู่ปาน (วัดบางนมโค ปรมาจารย์ของพวกเรา) ออกมาให้ดูหลายครั้งเหมือนกับแขกเล่นกล ซึ่งความที่ผมสนิทสนมกับท่านจนบางครั้งกล้าพูดเล่นหยอกล้อกัน เมื่อท่านทำให้ดูแล้วท่านก็กำชับผมหนักหนาว่าอย่าได้ไปเล่าให้ใครฟัง เขาจะหาว่าเอ็งบ้า เหมือนกับเรื่องยักษ์ หรือเปรตที่วัดหลวงปู่คำแสนฯ (ท่านสามารถหาอ่านได้จากหนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม 2) ที่ท่านกำชับไม่ให้ผมเล่าให้ใครฟังเช่นเดียวกัน ว่าเขาไม่เชื่อเขาจะหาว่าเราบ้า (ผมเล่าเรื่องยักษ์ที่วัดป่าดอนมูลให้หลวงปู่ทืมฯ ฟัง พอฟังจบท่านหัวร่อคิ๊กเลย พยักหน้าพยักตายกนิ้วหัวแม่โป้งให้แล้วบอกผมว่า ลูกน้องหลวงปู่เขา)

แต่บัดนี้เวลาก็ได้ล่วงเลยมาถึง ๑๗ ปีแล้ว ผมก็เริ่มมีอายุมากแล้วอีกทั้งสุขภาพก็ไม่ค่อยดี ผมระลึกอยู่เสมอว่าความตายนั้นไม่มีนิมิตหมาย และท่องอยู่เสมอว่าวันเวลาล่วงเลยไป บัดนี้เธอทำอะไรอยู่ ดังนั้นถ้าผมไม่บอกไม่เล่าเสียตอนนี้ ถ้าผมตายไปแล้วใครเขาจะมารู้เรื่องเหล่านี้ ทุกอย่างก็จะเลือนลบไปพร้อมชีวิตของผม (แหม.. คิดเหมือน กระผมเปี๊ยบเลย) สู้ผมเล่าให้พวกท่านฟังเสียตอนนี้ พยานบุคคลก็ยังมีตัวตน และเป็นบุคคลที่พอเอ่ยชื่อทุกคนก็เชื่อถือ ซึ่งถ้าใครอ่านแล้วยังไม่เชื่อผม ผมก็ยังสามารถเอาตัวท่านเหล่านั้นมายืนยันให้ได้ กลับมาเรื่องหลวงปู่บุญทืมฯ กันดีกว่าครับ

เรื่องราวชีวิตของท่านก็พื้นๆ ไม่มีอะไรโลดโผนพิสดาร (แหม แต่ธรรมที่ท่านบรรลุ.. ไม่ใช่พื้นๆ เลยนะครับ) ในวัด ท่านก็เป็นเพียงพระปลัดฯ ของท่านเจ้าคุณธรรมฯ ท่านเจ้าอาวาส นอกจากเครื่องอัฐบริขารแล้ว หลวงปู่ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของตนเองเลยก็ว่าได้ ท่านเคยเล่าให้ผมฟัง สมัยท่านครูบาศรีวิชัยกำลังโด่งดัง หลวงปู่ท่านยังเป็นเณรอยู่ ทางภาคเหนือเขาเรียกเณรว่า "พระน้อย" แต่เมื่อเป็นพระภิกษุแล้วกลับเรียกว่า "ตุ๊เจ้า" ถ้าเป็นที่เลื่อมใสเคารพสักการะก็เรียกว่า "ครูบา"

สำหรับหลวงปู่ทืมฯ พวกกระเหรี่ยงนับถือกันมาก สมัยที่ยังหนุ่มแน่นท่านก็ออกจาริกธุดงค์ไปทั่ว พะม่งพม่าท่านเดินไปมาหมด ท่านเคยเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับจังหวัดลำพูน หรือเมืองหริภุญชัย เกี่ยวกับพระนางจามเทวี มาจนถึงสมัยวัดจามเทวีเมื่อครั้งเจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์ มาบูรณะวัด เล่าถึงเชื้อสายของเจ้านายทางเหนือพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระภิกษุที่ทรงบุญญฤทธิ์ บอกชื่อแซ่มาเสร็จแถมให้เหรียญมา ๑ เหรียญกับรอยขมิ้นประทับรอยเท้าบนผ้าขาวมา ๑ ผืน ไม่รู้ไปทำหายที่ไหน หรือให้ใครไปแล้วก็ไม่รู้ ด้วยคิดว่าสักวันหนึ่งจะไปกราบนมัสการด้วยตนเอง จึงเอาสิ่งของที่ว่านั้นให้กับผู้ที่อยากได้ ด้วยเห็นว่าเขาผู้นั้นไม่มีโอกาสอย่างแน่ๆ และปรากฏว่าบัดนี้ผมเองก็อาจจะไม่มีโอกาส แถมยังจำชื่อท่านก็ไม่ได้ เชื่อว่าพี่แดงฯ (ท่าน พล.ต. ศรีพันธ์ วิชชุพันธุ์) น่าจะจำได้ เพราะท่านชอบประเภทกำลังภายในอยู่แล้วนี่ครับ พอเอ่ยถึงพี่แดงฯ ก็เลยขอเล่าเรื่องแปลกๆ (หรือมหัศจรรย์) เกี่ยวกับหลวงปู่ทืมฯ และวัดจามเทวีให้ฟังสัก ๒-๓ เรื่อง เพราะเมื่อครั้งที่หลวงปู่ทืมฯ ยังมีชีวิตอยู่ พี่แดงฯ ชอบเข้าไปแอบคุยกับหลวงปู่ฯ จุ๊กจิ๊กกัน ๒ คนเสมอๆ แต่พี่แดงฯ ก็ไม่ยอมบอกพวกเราว่าแอบไปคุยเรื่องอะไร งุบๆ งิบๆ กับหลวงปู่ฯ เมื่อผมพบหลวงปู่ฯ ครั้งใดท่านก็จะถามถึงพี่แดงฯ อยู่เสมอๆ (ท่านชมน่ะครับ ชมพี่แดงฯ หลายอย่างทีเดียว และท่านว่าท่านชอบที่พี่แดงฯ คุยสนุกดี ไม่เบ่งไม่ถือตัว)

ตอนที่หลวงปู่ฯ ป่วยมากใกล้จะตาย พวกเรานิมนต์ท่านไปรักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลลำพูน ซึ่งอยู่ติดกับวัดนั่นแหละ เพราะพี่ชวาลฯ (ท่าน พล.อ.ชวาล กาญจนกูล) ท่านมีพรรคพวกที่เป็นนายแพทย์หลายท่านคอยช่วยดูแลอยู่ หลวงปู่ฯ นั้นป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ และพวกเราก็รู้อยู่ว่าท่านจะอยู่ได้ไม่นาน ก่อนหน้านั้น กะเหรี่ยงก็มาเอาท่านไปนอนรับการรักษาอยู่ที่ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม และท่านก็ตั้งใจจะไปตายที่นั่น แต่ผมไปกราบเรียนท่านว่า พวกเราจะทอดกฐินที่วัดจามเทวี และที่วัดดังกล่าวมีพระที่พวกเราศรัทธาอยู่เพียงองค์เดียว คือหลวงปู่ฯ นี่แหละ ถ้าหลวงปู่ฯ ไม่มารับกฐิน ศรัทธาจะมากันน้อย ท่านถึงยอมมารอรับกฐินอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนนั้นท้องของท่านป่องเหมือนลูกโป่ง หรือลูกบอลลูน น้ำเต็มช่วงอกทำให้ปอดชื้นด้วย หมอเขาเอาเข็มแทงเจาะเอาน้ำออกได้วันสองวัน ก็ป่องขึ้นมาอีกเหมือนคนท้อง ๙ เดือน ท่านเคยเรียกผมเข้าไปพูดตรงๆ ว่าท่านขอตายเถิดนะ ผมไม่ยอม ท่านเอามือผมเข้าไปกอด พูดไปหอบไปแต่หน้ายิ้มแย้มตาใสแจ๋ว แฝงความจริงจัง ขอฝากผมเรื่องกฐินวัดจามเทวี ผมดึงมือออกจากฝ่ามือของหลวงปู่ฯ และกราบเรียนท่านว่า เสียใจหลวงปู่ฯ ถ้าหลวงปู่ฯ ตาย กฐินคงจะไม่มาแน่นอน ท่านทอดถอนใจมองหน้าผมตาแป๋ว จนผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ รำๆ จะใจอ่อนพูดว่า จะตายก็ตายเถิดครับ อย่าห่วงอย่าทรมานอยู่เลย

แต่ในตอนนั้นผมยอมรับครับว่าโหดจริงๆ ผมนี่ ผมให้เอาเหรียญครูบาศรีวิชัยที่หลวงปู่ฯ แอบไปสร้างมาไว้ที่โรงพยาบาล ขอร้องพี่ชวาลฯ ว่าถ้าหลวงปู่ฯ ฝากเหรียญชุดนี้มาให้ผม ขอพี่ชวาลฯ อย่าได้รับปาก เพราะผมทราบดีว่าเป็นเหรียญรุ่นสุดท้ายที่หลวงปู่ฯ สร้างเตรียมเอาไว้แจกงานกฐิน และงานศพ (ตอนหลังหลวงปู่ฯ เอาเหรียญชุดนี้ไปไว้ที่พระอุโบสถวัดจามเทวี ให้พระโยงสายสิญจน์มาที่เตียงที่ท่านนอนอาพาธ และปลุกเสกตลอดพรรษา เหรียญชุดนี้ตอนหลังท่านฝากพี่ชวาลฯ เอามาให้ผม โดยพี่ชวาลฯ ก็คงแกล้งทำลืม ที่ผมขอร้องดักคอหลวงปู่ฯ เอาไว้ก่อน จึงได้รับเอามาให้ผม ซึ่งผมเองก็รู้ทันพี่ชวาลฯ ว่าคงจะทนสงสารหลวงปู่ฯ ไม่ไหว ยินยอมพร้อมใจให้ท่านพ้นจากความทรมาน ทั้งที่พี่ชวาลฯ ก็เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุน ให้ผมอาราธนาหลวงปู่ฯ ให้อยู่ต่ออย่าพึ่งทิ้งขันธ์ห้าไปเสียก่อนงานกฐิน)

หลวงปู่ฯ ท่านพูดทำนองปรึกษาหารือกับผมว่า สังขารของท่านนั้นภายในมันเน่าหมดแล้วนะ ผมถามว่าแล้วหลวงปู่ฯ ทำอย่างไร ท่านว่าธาตุไฟก็เอาเตโชมาหล่อเลี้ยง ดินก็เอาปฐวี ที่เป็นลมก็เอาวาโย วิญญานเอาอากาสะ ทุกอย่างเอากสิณมาหล่อไว้ทั้งหมด ท่านว่าทำนานไปแล้วคนเขาจะจับได้ ผมก็ย้อนถามท่านไปว่า แล้วหลวงปู่ฯ ถามพระบ้างไหมพระท่านว่าอย่างไร ท่านว่า พระว่าแล้วแต่ปู่ฯ ผมบอกว่าไม่เชื่อ หลวงปู่ฯ ขี้เกียจ หลวงปู่ฯ ว่า เปล่าไม่ได้ขี้เกียจ มันเหนื่อย กลัวบาป ผมก็เลยบอกว่า ถ้างั้นเป็นอันว่าเราปู่หลานไม่ได้พบกันจนกว่าจะถึงวันกฐิน ถ้าเสร็จรับกฐินแล้วแขกจากกรุงเทพฯ กลับหมดแล้ว นิมนต์ตายตามสบาย หลวงปู่ฯ พอฟังคำนี้นอนหลับตาไปเลยไม่รับปาก แต่ก็ไม่ปฏิเสธ ผมก็กลับกรุงเทพฯ ทันทีเหมือนกัน ในใจนั้นภาวนาขอพรพระ (ผมว่าพระนี่ขอได้โปรดเข้าใจนะครับว่าผมหมายถึง พระพุทธเจ้า) ขอฉันทานุมัติสั่ง และช่วยไม่ให้หลวงปู่ฯ ตายก่อนกฐิน แต่แล้วเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ผมอยู่ที่วัดท่าซุง หลวงพ่อของเราเรียกผมเข้าไปหา ท่านว่า ไอ้เป๋ ปู่เอ็งมาหาข้าฯ เมื่อคืนที่แล้ว เอาไว้ไม่ไหวจะตายวันนี้ ฟังคำหลวงพ่อผมก็งงเต็กเจ๊กตะลึงว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น

โธ่ หลวงปู่ฯ ไม่น่าหักหลังกัน ผมทำอะไรไม่ถูกได้แต่ฟังข่าวว่าจะเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่นานจนเกินรอ ตอนบ่ายวันนั้นเองโทรเลขด่วนจี๋จากพี่ชวาลฯ ก็มาถึงวัดท่าซุง หลวงปู่มรณภาพแล้ว ขนาดที่ผมรู้จากปากของหลวงพ่อของเรามาก่อน ผมยังทำใจไม่ได้ ผมเศร้าสลดใจมาก และเมื่อผสมผสานกับความน้อยใจเป็นอันมาก ทำให้น้ำตาไหลรินออกมาตลอดเวลา (คือสามารถพูดจาเป็นปกติกับคนทั่วๆ ไปได้ ทำงานได้ แต่จะมีน้ำตาไหลออกมาตลอดเวลา โดยไม่เป็นเรื่องเป็นราวอยู่อย่างนั้นหลายวัน ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าน้อยใจท่านเรื่องอะไร และจนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ อาการที่เป็นไม่มีการสะอึกสะอื้น กระอืดกระอือออดอ้อนแต่ประการใดนะครับ)

ระยะหลังผมจึงเรียนรู้จากหลวงพ่อมากขึ้นๆ จนมีความรู้สึกกับความตาย เหมือนกับเดินออกจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งเท่านั้น และห้องใหม่ก็ดีกว่าห้องเก่าทุกทีไป คนที่สร้างความดีไม่เคยกลัวตาย คนกลัวตายเป็นผู้ที่ไม่แน่ใจว่าเมื่อตายแล้วจะไปไหน ไม่แน่ใจว่าเมื่อตายแล้วจะลงอเวจีมหานรก หรือไม่ ความตายนั้นสำหรับพระอรหันต์นั้น (ไม่ใช่ผมนะครับ) ท่านปรารถนาทุกลมหายใจเข้าออก ท่านไม่ได้ห่วงอะไร หลวงปู่ทืมฯ ก็เหมือนกัน

ผมอยากจะถามทุกท่านที่ได้กรุณาอ่านข้อเขียนของผมว่า หลวงปู่ฯ ท่านห่วงกฐินหรือ ท่านห่วงวัตถุเงินทองหรือ สมมติอย่างหลวงพ่อของเรา ท่านจะเอาเงินทองไปทำอะไรส่วนตัว หรือว่าท่านอยากจะให้เราสร้างถาวรวัตถุ จะได้สร้างชื่อเสียงของท่านว่าได้สร้างวัตถุใหญ่โตมโหฬาร หะหรูหะหราเลอเลิศวิลิศสะแมนแตน ไม่น่าจะใช่หรอกนะครับ

คือผมคิดของผมอย่างนี้นะครับ ระดับหลวงพ่อฯ หลวงปู่ฯ มีหรือท่านจะไม่รู้ว่า ไม่ว่าวัตถุอะไรในโลกนี้หรือโลกไหน มันย่อมจะอยู่ในกฎ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สมบัติใดๆ ไม่ว่าจะในโลกมนุษย์ ในสวรรค์ แม้ในชั้นพรหมก็ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์อันนี้ อย่างนั้นก็จะมีคนถามอีกว่ากระนั้นแล้วจะไปสร้างเอาไว้ทำไม

ผมว่า ประการที่หนึ่งท่านต้องการให้เรารู้จักจาคะ คือ ความเสียสละ หรือ ให้รู้จัก ทานัง ทาน หรือการให้ เพื่อเอาตัวนี้ไปตัดตัวโลภะ

ประการที่สองการที่เสียสละเพื่อตัดความโลภ แล้วก็จะยังประโยชน์แก่ตัวของผู้บริจาค ซึ่งถ้าพลาดพลั้งเขายังไม่บรรลุอรหัตผล ของเหล่านี้ก็จะบังเกิดอยู่เป็นสวรรค์วิมานของเขา อยู่ในสุคติของเขา ในประการเดียวกันนี้ถ้าไม่ต้องบังเกิดในกามาวจรอีก ของเหล่านี้จะจรรโลงพระศาสนา ศิษย์ของพระตถาคตมีหน้าที่จรรโลงพระศาสนานี้ ไม่ว่าพระศาสดาจะเป็นพระองค์ใด ในกัล์ปนี้เป็นหน้าที่ของพระสมณโคดม แต่ไม่ว่ากัล์ปไหน พระพุทธเจ้าพระองค์ไหน เป็นพระพุทธศาสนาหรือไม่ พวกเราควรจะจรรโลงเอาไว้หรือไม่ ประการต่อไป มีบางท่านปรารถนาพระพุทธภูมิ ย่อมจะต้องสร้างบารมี (กรุณาค้นจากหนังสือที่หลวงพ่อฯ เขียน เกี่ยวกับบารมีสิบทัศ) เรียกว่าถ้าเชื่อหลวงพ่อฯ แล้วมีแต่ได้ประโยชน์ หลวงพ่อฯ หลวงปู่ฯ ท่านไม่มาห่วงสมบัติเหล่านี้หรอกครับ ผมว่าท่านอยากจะนำพวกเราเข้าไปเสวยโลกุตตระสมบัติให้เร็วที่สุดมากกว่าน่ะครับ

ในที่สุดหลวงปู่ฯ ก็ถึงกาลมรณภาพ พวกเราไปดูแลไม่ได้ แต่หลวงพ่อฯ ก็ได้กรุณามอบหมายให้พี่ชวาลฯ เป็นตัวแทนของพวกเราไปดูแล เพราะพี่ชวาลฯ อยู่ทางนั้น และพวกเรากำลังมีภาระติดงานวัด ฉลองวันครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงพ่อปานฯ ปรมาจารย์ของพวกเรา ครั้นงานทางวัดหลวงพ่อฯ เสร็จแล้วเราก็รวมสมัครพรรคพวกกันไปงานศพของหลวงปู่ฯ ไปทอดกฐินกันจนได้ ได้เงินเท่าใดผมไม่ทราบเพราะไม่ได้เป็นคนเก็บเงิน และในวันเผาศพของหลวงปู่ฯ ที่วัดจามเทวีฯ ก็มีทั้งพระทั้งคน ทั้งอะไรๆ ที่ตามนุษย์มองไม่เห็น มากันมากมายจนขยับตัวแทบจะไม่ได้

นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

ก่อนหน้านั้นผมยอมงัดเอาพระเครื่อง สมบัติส่วนตัวของผมออกมาทำบุญ เพื่องานกฐิน และงานศพของหลวงปู่ฯ เช่น พระรอดเณรจิ๋ว หรือที่เซียนพระเขาเรียกกันว่า พระรอดครูบาศรีวิชัย พระชุดนี้นั้นหลวงปู่ฯ เป็นคนแกะพิมพ์เมื่อครั้งยังเป็นเณรแล้วถวายให้ครูบาชุ่ม โพธิโก วัดวังมุยนำไปให้ครูบาศรีวิชัยปลุกเสก ราคาพระในตลาดตอนนั้นประมาณองค์ละ ๕๐๐ บาท ผมลงทุนทำกล่องเอง แล้วมอบให้กับที่บ้านสายลม ออกให้บูชาจำนวนหลายร้อยองค์ๆ ละ ๕๐๐ บาท พรึ่บเดียวหมด แถมด้วยพระรอด พรหมเสโนอีกหลายพันองค์ หลายพันพรึ่บยังไม่หมด ยังเหลืออยู่ที่บ้านสายลมทุกวันนี้ (ปัจจุบันนี้น่าจะหมดไปแล้วนะครับ) ราคาเท่ากันกับที่เคยให้บูชาเมื่อ ๑๗ ปีก่อน

บัดนี้หลวงปู่ฯ ได้มรณภาพลงแล้ว... อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีผู้ใดได้ทันเห็นใจท่านในวาระที่กายสังขารแตกดับ เพราะพวกเราต่างก็มีภาระมากมาย วุ่นวายโกลาหลกันอยู่ที่งานวัดท่าซุงฯ และระยะทางหรือก็ไกลกัน แม้จะไม่ประมาทในเรื่องของสังขารร่างกาย ว่าความตายไม่มีนิมิตหมาย แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าวาระแตกดับแห่งกายสังขารของหลวงปู่ฯ จะรวดเร็วถึงปานฉะนี้ ... และด้วยชันษาเพียง ๖๐ ปี เปรียบเทียบกับบรรดาพระคุณเจ้าพระสุปฏิปันโนที่พวกเราได้เคยไปนมัสการมาแล้ว นับได้ว่าหลวงปู่ฯ ชันษาเยาว์กว่าทุกองค์ ก็แล้วนี่เมื่อถึงวาระ... หลวงปู่ฯ ก็เดินทางล่วงหน้าไปสู่แดนพระนฤพานแล้วแต่เพียงองค์เดียว... ที่เหลือไว้ก็คือซากกายสังขารที่ยังรอให้พวกเราดำเนินการ และเรื่องราวแต่หนหลังอันเป็นอนุสรณ์แห่งความดี อนุสรณ์แห่งความเป็นผู้ให้ ผู้แจก แจกยัน ... แจกทั้งวัตถุ แจกทั้งบุญทั้งกุศล

"พระอรหันต์ ไม่เอาไหน" ปากระยำของพวกเราบางคน ที่ตั้งสมญานามให้กับหลวงปู่ทืมฯ โดยไม่ได้มีเจตนาใดๆ ที่จะลบหลู่หลวงปู่ฯ หรอกครับ แต่เพราะความที่หลวงปู่ฯ ช่างเป็นผู้ให้ผู้แจกเสียจริงๆ แจกเป็นกอบๆ เป็นกำๆ เป็นถุง แต่สำหรับเรื่องลาภ เรื่องยศสักการะ ท่านกลับไม่เอาไหนสักอย่าง เกิดมาเพื่อให้ประการเดียว...

"ทำเป็นตีหน้าเซ่อ... ที่จริงละก็ตัวร้ายกาจเชียวละ"

"มิน่าเล่า สมเด็จฯ จึงทรงสั่งนักหนาว่า เดินทางไปทางภาคเหนือต้องไปพบพระที่ชื่อทิมให้ได้" หลวงพ่อฯ เล่าพลางหัวเราะพลางอย่างขำๆ (ทิม เป็นสำเนียงทางภาคกลาง สำเนียงทางภาคเหนือออกเสียง ทึม หรือ ทืม)

ความตายแม้จะไม่มีนิมิตเครื่องหมาย แต่ก่อนหน้าที่กายสังขารของหลวงปู่ฯ จะแตกดับนั้น มีสิ่งบอกเหตุ หรือเหตุที่หลวงปู่ฯ แสดงเป็นนัยเพื่อบอกใบ้อยู่หลายประการ เพียงแต่ว่าไม่มีใครสังเกตหรือจับตาดู หรือฉุกคิด ถ้าใครสามารถจับได้ไล่ทันหลวงปู่ฯ ก็นับว่าเป็นยอดแห่งยุค พ้นจากหลวงพ่อฯ แล้วคนอื่นเห็นทีจะไล่ทันยาก ขนาดหลวงพ่อฯ ยังไล่กันเสียแทบตาย หลวงพ่อฯ เคยส่ายหน้า และพูดกับผมว่า

"ไอ้เป๋ฯ ปู่เอ็งนี่ ขนาดข้าฯ ยังต้องไล่เสียลิ้นห้อย"

ทุกขเวทนาจากอาการอาพาธกำเริบหนักหนา แต่หลวงปู่ฯ ก็ไม่เคยปริปากบ่น ยิ่งเป็นระยะที่พวกเราทั้งหลายกำลังชุลมุนวุ่นวาย อยู่กับการตระเตรียมงานครบรอบร้อยปีเกิดหลวงปู่ปานฯ หลวงปู่ทืมฯ กลับแสดงอาการให้เห็นว่าไม่น่าต้องเป็นห่วง ปรากฏอาการทางร่างกายให้เห็นเป็นว่าทุเลาลงแล้ว การแสดงออกภายนอกของท่านเป็นลักษณะพิเศษประจำตัวของท่าน คือทำไม่รู้ไม่ชี้ตีหน้าตาย เมื่อพวกเราถามท่านว่าจะอยู่จนถึงวันรับกฐินไหม ท่านว่าจะพยายามอยู่ เมื่อเคี่ยวเข็ญให้ท่านฉันโอสถท่านก็ฉันให้ตามใจพวกเรา พวกเราว่าหลวงปู่ฯ หายนะ ท่านว่าหายก็หาย แต่พอพวกเราเผลอหลวงปู่ฯ ไม่ฉันเสียแล้ว ไม่ฉันทั้งภัตตาหารทั้งโอสถ ระหว่างอาพาธอยู่อย่างหนักทุกขเวทนากำเริบหนักถึงขั้นตรีทูต 2 ครั้งก็ฝืนกลับมาทรงอาการอยู่ ไม่เคยร่ำร้อง ไม่เคยบ่น ไม่เคยทุรนทุรายในเมื่อทุกขเวทนากำเริบ อย่างมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นก็เพียงเอามือตบที่ท้องร้องบอกว่าอึดอัด

พวกเรามาทราบกันภายหลังว่า อวัยวะภายในของหลวงปู่ฯ ท่าน แทบจะไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว มันเน่าไปหมดด้วยโรคมะเร็งที่ตับ และโรคร้ายก็ลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ ทั่วไปหมด ศรัทธาทายกทายิกาไปเยี่ยม ท่านก็ไม่เคยแสดงอาการเบื่อหน่าย ลุกขึ้นนั่งรับได้ก็จะลุก ลุกไม่ไหวเขาไม่ยอมให้ลุกก็นอนยิ้มอยู่บนเตียง สังขารแม้อ่อนระโหยโรยแรง ร่างกายซูบซีดเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแต่ประกายตายังคงสดใส แวววาววับ บริสุทธิ์ และเจิดจ้า ตาพระอริยะ ตาพระสุปฏิปันโนเป็นอย่างนี้นี่เอง

"อายุขัยแห่งสังขารของหลวงปู่บุญทืมฯ หมดสิ้นลงไปนานแล้ว" หลวงปู่ครูบาธรรมชัยฯ สุปฏิปันโนอีกองค์หนึ่ง ซึ่งพวกเรารู้จักท่านดีได้พยากรณ์ไว้เมื่อตอนที่ พ.อ.ชวาลฯ ไปนิมนต์ให้ท่านรับรักษาให้หลวงปู่ทืมฯ อาการอาพาธของหลวงปู่ทืมฯ นี้หลวงปู่ครูบาธรรมชัย (ซึ่งเคยรักษาหลวงปู่ครูบาอินทจักรรักษา วัดน้ำบ่อหลวง เมื่อครั้งอาพาธเป็นมะเร็งที่กระดูกสันหลัง จนแพทย์ขอให้กลับมาตายที่วัด และหลวงปู่ครูบาธรรมชัยฯ สามารถรักษาจนหาย) กลับไม่รับรองว่าจะหาย และยังได้พยากรณ์เพิ่มเติมอีกว่า สำหรับหลวงปู่ทืมฯ นั้นวันเสาร์เป็นวันอุบัติเหตุ และวันอาทิตย์เป็นวันมรณะ ต่อมาในวันเสาร์ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๑๘ หลวงปู่ทืมฯ หงายหลังศีรษะฟาดขอบเตียง และมรณภาพในวันอาทิตย์รุ่งขึ้น ตรงตามคำพยากรณ์ทุกประการ ....

เล่ามาถึงตรงนี้น่าคิดไหมว่า ก็ในเมื่ออายุขัยท่านหมดลงนานแล้ว แต่ที่ท่านยอมทนรับทุกขเวทนาจากความอาพาธแห่งกายสังขาร รอจนมามรณภาพเอาเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๑๘ นั้น เป็นเพราะอะไรหนอ ? อยากรู้จริงเชียว

"มันเป็นกรรมเก่าของหลวงปู่" หลวงปู่ฯ เล่าพลางยิ้มเห็นฟันหลอ มองหน้าคนนั้นทีคนนี้ที แล้วตีหน้าเหรอหราตามแบบฉบับ

"วัดจามเทวีนี้กษัตริย์ทรงสร้าง เป็นพระอารามหลวงรุ่งเรืองมาแต่อดีต สมัยพระนางจามเทวีปฐมบรมกษัตรีย์แห่งนครหริภุญชัย ตกมาถึงสมัยครูบาเจ้าฯ (ศรีวิชัย) หมู่ศรัทธาทายกทายิกา มีเจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนเป็นหัวหน้า ก็ได้ไปนิมนต์ครูบาเจ้าฯ (ศรีวิชัย) มาช่วยบูรณะซ่อมแซมพระวิหาร สร้างองค์พระประธาน และซ่อมกำแพงรอบวัด งานแล้ว(เสร็จ) เสี้ยง(หมด)พรรษา ครูบาเจ้าฯ (ศรีวิชัย)ป่วยก็มาป่วยอยู่นี่ หมู่ทายกทายิกามาเชิญไปบ้านปาง ตายที่นั่น มาเผาศพที่นี่ อยู่นั่นไงอัฐิครูบา และนี่หีบศพ"

หลวงปู่ฯ หันไปชี้ที่หีบบรรจุศพครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่ท่านได้เก็บรักษาเอาไว้มาโดยตลอด (ส่วนไม้เท้ากับพัดขนนกนั้นหลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก เป็นผู้เก็บรักษาไว้)

ตามบันทึกพวกเราพอจะทราบกันมาแล้วว่า วัดจามเทวีแห่งนี้ เป็นวัดที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยรักมากที่สุด หลังจากครูบาเจ้าฯ มรณภาพแล้วได้ ๓ ปี ได้เชิญศพมาตั้งไว้ที่วัดจามเทวี เพื่อรอให้บรรดาศิษยานุศิษย์ได้มีโอกาสเดินทางมานมัสการได้อย่างทั่วถึงเป็นเวลาอีก ๔ ปี และก็ที่วัดจามเทวีแห่งนี้นี่เอง ที่ใช้เป็นสถานที่ประชุมเพลิงถวายครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ

"ทั้งครูบาเจ้าฯ และหมู่ทายกทายิกา ก็ได้ไว้วางใจให้ปู่เป็นผู้ดูแลวัดนี้สืบต่อมา แต่ปู่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เราเป็นพระธรรมดาๆ ยศศักดิ์หรือก็ไม่มี เขาให้เป็นรองเจ้าอาวาส ท่านเจ้าอาวาสก็ดีอยู่นะ แต่พูดไปก็พูดยาก วัดก็ยังทรุดโทรมอยู่ นี่โบสถ์ก็ยังสร้างไม่แล้ว(เสร็จ) ยังต้องใช้เงินอีกมาก หน้าบันอุโบสถเป็นไม้สักแกะลายลงรักปิดทอง ใช้ไม้หนาสามนิ้วแกะ เอาไปจ้างครูบาวงษ์ฯ ทำให้ ปู่เสี้ยง (หมด) เงินไป สองหมื่นป่าย(กว่า) ตุ๊ (พระ) วงษ์ฯ ท่าจะเสี้ยงหลาย เสี้ยงสี่หมื่นมั้ง ?"

มุขตลกเด็ดขาดของหลวงปู่ฯ ก็คือเรื่องหน้าบันพระอุโบสถ ท่านเอาไปจ้างครูบาวงษ์ฯ แกะด้วยไม้หนาสามนิ้วลงรักปิดทอง หลวงปู่ฯ ผู้ว่าจ้างหมดเงินไปสองหมื่นบาทเศษ แต่หลวงปู่ครูบาวงษ์ฯ ผู้รับจ้าง (และท่านได้ลงมือแกะไม้ด้วยตนเอง) กลับขาดทุนไปอีกสี่หมื่นบาทเศษ

นับตั้งแต่พบกับหลวงพ่อฯ เป็นต้นมาแล้ว หลวงปู่ฯ ดูสดใส และกำลังใจดีขึ้น งานเพิ่มขึ้น มีคนไปรบกวนมากขึ้นแต่ก็เป็นสุขมากขึ้น ที่ได้เห็นศรัทธาของบรรดาลูกหลาน ที่มีต่อพระพุทธศาสนา และต่อสาวกขององค์สมเด็จพระศาสดาฯ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดจะได้ยินหลวงปู่ฯ พูดถึงหลวงพ่อฯ เสมอๆ เป็นต้นว่า

"เออนี่ ! หลวงพ่อมหาวีระนี่น่ะเป็นพระดีนะ เป็นพระแท้ๆ จะเป็นพระโพธิสัตว์ ทำบารมีมามากแล้ว บารมีล้นเหลือ มาเลิกละเสียจะไปนิพพานในชาตินี้ ลำบากมากหนักแรงเอาการ บริวารติดตามมีมาก ต้องเป็นภาระขนไปให้หมด เยอะแยะเหลือเกินยังจะมีมาอีก จะตายก็ตายไม่ได้ เป็นหนี้เขามามากจะเกาะพะรุงพะรังไปหมด สบายไม่ได้ เฮ้อ.... สงเคราะห์ให้เป็นเทวดาไปก่อนก็ยังดี ทันฟังเทศน์พระศรีอาริย์"

เมื่อพวกเราขอร้องให้หลวงปู่ฯ ช่วยหลวงพ่อฯ บ้าง หลวงปู่ฯ ก็ยิ้มตามแบบฉบับเช่นเคย พยักหน้าแล้วก็ว่า

"ลูกหลานทั้งนั้น เรื่องมันยาว มันเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน พูดมากก็ไม่ดี คนไม่รู้หาว่าบ้า ? ? ?" ว่าแล้วก็แหงนหน้าหัวเราะหึๆ

"ได้มาพบกับหลวงพ่อมหาวีระ มีทายกทายิกาลูกศิษย์ลูกหามากมายนับว่าเป็นบุญเป็นกุศล พระศาสนา และวัดจามเทวีก็คงจะได้รุ่งเรืองต่อไป ศิษย์มหาวีระศรัทธาจริงๆ ศรัทธาแก่กล้า นักบุญจริงๆ " หลวงปู่ฯ เล่าด้วยประกายตาที่สดใส แต่แล้วก็พูดต่อไปเหมือนกับจะปลง หรือรำพึงกับตนเองอย่างตัดใจ ที่ไม่อาจจัดการภาระได้เสร็จสิ้น

"สังขารมันเป็นของไม่เที่ยง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็น อนิจจัง ทุกขัง เป็นอนัตตา จะตายก็ให้มันตายไปไม่สนใจมันเสียอย่าง ตายก็ช่างมัน" น้ำเสียงของหลวงปู่ฯ ตอนนี้เด็ดเดี่ยวจนพวกเราที่ได้ยินขนลุกซู่

"ศิษย์หลวงพ่อมหาวีระต้องสร้างศรัทธาให้ดีๆ นะ หลวงพ่อมหาวีระอยู่ได้ด้วยอำนาจบุญอำนาจแห่งศรัทธาของลูกศิษย์ลูกหา ไม่งั้นจะหนีตาย จะหนีเข้าป่าอย่าทิ้งกันนะอย่าทิ้งกัน วัดสองสามวัดนี้อย่าทิ้งกันนะ"

ในตอนเช้าของวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๑๘ อันเป็นวันมรณภาพ หลวงปู่ฯ ได้ฉีกผ้ากาสาวพัสตร์ที่ใช้ห่มใช้ครองอยู่ออกแจกบรรดาศิษย์ และญาติโยมที่คอยเฝ้าดูแลอยู่ แต่ไม่มีผู้ใดสักคนที่จะเกิดเอะใจ หรือเฉลียวใจเพราะเมื่อก่อนหน้านี้หลวงปู่ก็ได้สละสังฆาฏิ อันเป็นผ้าที่หมู่ทายกทายิกาถวายเป็นผ้าพระกฐินปีที่แล้ว ให้มาตัดจำหน่ายจ่ายแจกในงานที่วัดท่าซุง (ตอนที่จะมอบสังฆาฏิผืนที่ว่าให้กับผม ท่านลุกขึ้นมาบรรจงเซ็นชื่อ และอธิบายว่าชื่อที่เซ็นเป็นภาษาไทยลานนา อ่านว่า "ชัยเสนภิกษุ" แล้วย้ำอย่างภาคภูมิใจว่า เป็นสมญานามของท่านที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยตั้งให้เชียวนะนี่)

ก่อนเที่ยงของวันที่มรณภาพ พี่ชวาลฯ ซึ่งไปดูแล และให้การรักษาพยาบาลท่านเช่นเคย ได้ขอร้องให้ท่านฉันภัตตาหาร และโอสถบ้าง แต่หลวงปู่ฯ ปฏิเสธ และกลับขอให้ประคองท่านลุกขึ้นนั่งในท่าสมาธิ หลวงปู่ฯ นั่งทำสมาธิอยู่สักครู่หนึ่งร่างกายของท่านก็มีปรากฏอาการสะอึกแรง และถี่ พี่ชวาลฯ จึงค่อยๆ ประคองร่างกายของท่านลงนอนราบลงบนเตียง หลวงปู่ฯ ลืมตาขึ้นถามว่าเอาท่านลงนอนทำไม เมื่อได้รับคำอธิบายว่าถ้านั่งแล้วพี่ชวาลฯ เห็นว่าท่านมีอาการสะอึก ท่านก็ยิ้มแต่ไม่ว่ากระไร นอนตะแคงข้างทำสมาธิในท่าสีหไสยาสน์ และนิ่งอยู่นานร่างกายไม่มีอาการทุรนทุราย และไม่มีอาการสะอึกอีก นิ่งเงียบไปจนกระทั่งพี่ชวาลฯ เข้าใจว่า ท่านนอนหลับพักผ่อนสบายดีแล้ว จึงได้นมัสการลาเนื่องจากมีนัดหมายจะต้องรีบไปรักษาหลวงปู่แหวน ที่วัดดอยแม่ปั๋ง

๑๔.๔๐ น. วันนั้นเองหลวงปู่ครูบาบุญทืม พรหมเสโน หรือ ชัยเสนภิกขุ สาวกขององค์สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ชนะแล้วซึ่งกิเลสทั้งสิ้นทั้งปวง ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระสุปฏิปันโนโดยแท้ ก็ได้พ้นจากอำนาจความทรมานแห่งขันธมารโดยสิ้นเชิง

ชิตังเม ! ชิตังเม ! (แปลว่า ชนะแล้วๆ ทำนองเดียวกับที่ฝรั่งร้องว่า ยูเรก้า ยูเรก้า นั่นแหละ) หลวงปู่ฯ ชนะแล้ว ชนะอย่างขาวสะอาดเหลือเกิน เหลือแต่พวกเราลูกศิษย์หลานศิษย์ยังคง ชิแตงเม ชิลังเล ชิหยำเป ชิไขว้เขว ชิฮาเฮ ชิกาเม ชิบ้าเผ ชิโปเก และชิขาเป๋กันอยู่นั่นเอง ระวังอย่าประมาทนะจ๊ะ หลวงพ่อฯ เผ่นไปอยู่กับหลวงปู่ฯ แล้วจะไสเจียเสียใจ ว่าไม่บอก ..... (ตอนนี้ท่านก็ไปแล้ว...จริงๆ ครับ)

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก : dharma-gateway.com

Top