ประวัติ หลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก - วัดชัยมงคล (วังมุย) ต.ประตูป่า อ.เมือง จ.ลำพูน

หลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก

ประวัติ วัดชัยมงคล (วังมุย) ต.ประตูป่า อ.เมือง จ.ลำพูน

หลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก
เถระประวัติครูบาชุ่ม โพธิโก พระอริยสงฆ์แห่งหริภุญไชย

หัวหน้ากัมมัฏฐาน เป็นผู้อาวุโสสูงสุดในจังหวัดลำพูน ศิษย์ร่วมสำนักและใกล้ชิดครูบาเจ้าศรีวิชัย รับพัดหางนกยูงและไม้เท้าเผยแพร่ธรรมแทนท่านครูบาฯ ปฏิบัติกัมมัฎฐานอดอาหาร ๗ วัน ๗ คืนในถ้า มหัศจรรย์ เทพยานำมงกุฎพระเจ้ามาถวาย เชี่ยวชาญยันต์และพระเวทย์ ตระกรุดช่วยให้รอดตาย ได้รับเหรียญกล้าหาญจากสมรภูมิเวียดนาม

หลวง พ่อชุ่ม โพธิโก เป็นชาวจังหวัดลำพูนโดยกำเนิด เกิดในสกุล นันตละ มีโยมบิดาชื่อ นายบุญ โยมมารดารชื่อ นางลุน ท่านเกิด ณ บ้านวังมุย ต.ประตูป่า อ.เมือง จ.ลำพูน ตรงกับวันอังคาร เดือน ๕ เหนือ ปีกุน ขึ้น ๗ ค่ำ พ.ศ. ๒๔๔๑ เป็นบุตรคนที่ ๓ ในจำนวน ๖ คน ด้วยกันชีวิตในเยาว์วัยนั้นหลวงพ่อได้ช่วยโยมบิดาทำไร่ทำนามาโดยตลอด เรื่องราวชีวิตในหนหลังหลวงพ่อเป็นผู้ว่านอนสอนง่าย สมองมีความจดจำเป็นผู้เยี่ยม ผู้หนึ่ง ในยามว่างก็ได้ศึกษาเล่าเรียนหนังสือกับเจ้าอาวาสวัดวังมุยจนอ่านออกเขียน ได้ เป็นที่รักใครของสมณทั่วไป

หลวง พอมีความเสื่อมใสในกิจการพระบวรพุทธศาสนาจากการที่ได้รับการอบรมสั่งสอนใน ด้านธรรมวินัยพอสมควร ประกอบกับจิตใจต้องการบวช เพื่อสืบต่อและเผยแพร่พระศาสนาอยู่แล้ว จึงได้ขอนุญาตต่อโยบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณร ขณะนั้นหลวงพ่อมีอายุได้ ๑๒ ปีพอดี เมื่อได้รับอนุญาตจากโยมบิดามารดาและญาติแล้วหลวงพ่อก็ได้บรรพชาในทันที่ โดยมีครูบาอินตา วัดพระธาตุขาว จ.ลำพูน เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อได้บรรพชาเป็นสามเณร

แล้วยัง ความปลื้มปิติและอิ่มเอิบใจให้กับโยมทั้งสองและญาติมิตรเป็นอย่างยิ่ง ด้วยกิริยา มารยาท ประกอบกับมีความเมตราอารย์อันเป็นนิสัยประจำตัวมาก่อน หลวงพ่อจึงได้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะเลิกฉันเนื้อสัตว์ทุกชนิด และก็ได้เริ่มปฏิบัติตั้งแต่เป็นสามเณรนั้น เป็นต้นมาและตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ว่า จะขอบวชอยู่ใน

ร่มเงาพระพุทธศาสนาตราบชั่วชีวิต ทั้งนี้เพื่อดำเนินรอยตามพระพุทธองค์ตลอดไป ขณะเมื่อยังเป็นสามเณรนั้นหลวงพ่อได้ศึกษาด้านคันถธุระ (พระปริยัติธรรม) ของพระศาสนา เพื่อความรอบรู้แห่งพระไตรปิฏกให้ถ่องแท้ อันเป็นคุณธรรมแห่งผู้รู้หนังสือดี และเพื่อให้ได้ความรู้หนังสือกว้างขวางยิ่งขึ้น หลวงพ่อจึงได้กราบเรียนขออนุญาตพระอาจารย์ เพื่อออกแสวงหาสถานศึกษา เป็นการเพิ่มเติมความรู้ให้สูงขึ้นไปอีก พระอาจารย์ก็ได้ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี พร้อมกับได้แนะนำให้ไปตามสำนักต่างๆที่มีพระอาจารย์เก่งหนังสือประจำอยู่ตาม แต่จะเลือกเอา เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว หลวงพ่อก็ได้กราบลาพระอาจารย์ญาติโยมออกเดินทางด้วยเท้าแต่ผู้เดียวพร้อม ด้วยอัฐบริขารเท่าที่จำเป็นติดตัวไป ออกจากจังหวัดลำพูนมุ่งสู่เชียงใหม่ ได้เข้าศึกษาในสำนักวัดผ้าขาว วัดพระสิงห์ และวัดเจดีย์หลวงตามลำดับ



หลวงพ่อได้อธิบายว่า การศึกษาสมัยเก่านั้นต้องจดต้องจำต้องท่องบ่นทั้งนั้น ต้องอาศัยสมองจดจำจึงจะสามารถอ่านแปลพระไตรปิฎกอันเป็นความรู้หลักใหญ่ของ พระศาสนา ซึ่งเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ทันที หลวงพ่อได้กล่าวว่า คุณธรรมที่ยกย่องว่ารู้หนังสือดีนั้น คือรู้ภาษาบาลี จนสามารถอ่านประไตรปิฎกได้ถ่องแท้ และต้องอ่านพระไตรปิฎกครบหมดทุกคัมภีร์ จึงจะนับว่าเป็นผู้รู้หนังสือดี
เมื่อหลวงพ่อได้ศึกษาเล่าเรียนด้านคันถธุระแปลหนังสือได้ดีแล้ว จึงได้เดินทางกลับวัดวังมุยเมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้ทำการอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดวังมุย โดยมีครูบาอินตาเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์หมื่นเป็นพระกรรมวาจาจารย์พระอาจารย์หลวงอ้ายเป็นพระอนุสาวนา จารย์ ได้ฉายาว่า “โพธิโก” หลังจากที่อุปสมบทเสร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว ด้วยใจฝักใฝ่ในพระธรรมคำสั่งสอน หลวงพ่อได้ออกเดินทางศึกษาหาความรู้ในด้านพระกัมมัฏฐานต่อไปอีก เป็นการปฏิบัติทางด้านวิปัสสนาธุระ ซึ่งเป็นการศึกษาอีกประการหนึ่งที่ควบคู่กับด้านคันถธุระหลวงพ่อได้กล่าวว่า กิจของภิกษุและสามเณรก็คือการหมั่นศึกษาในสองประการนี้ หลวงพ่อได้ตั้งใจศึกษาด้านวิปัสสนากัมมัฎฐาน เพื่อชำระจิตใจตัวเองให้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลส อันจะยังให้เกิดสมาธิเบื้องสูงซึ่งเป็นภาระหนักมาในการเพียรพยายาม นอกจากนั้นหลวงพ่อยังได้สนใจศึกษาศาสตร์ทางวิชาอาคมขลัง และการพิชัยสงครามอีกด้วย


๓ ด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่เพื่อเสริมสร้างบารมีและแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ทั้ง ปวงให้หลุดล่วงพ้นทุกข์ หลวงพ่อจึงได้ศึกษาต่อที่วัดท้าวบุญเรือง ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ โดยมีท่านครูบาสุริยะเป็นพระอาจารย์ ได้ศึกษาสาตาสนธิทั้งแปดมรรค แปดบท อันเป็นอรรถคาถาบาลี มูลกัจจายจนจบ สามารถแปลและผูกพระคาถาได้หมดสิ้น อันเป็นพื้นฐานที่พระพุทธองค์ทรงทราบโดยตรัสรู้ เมื่อได้ศึกษาจบแล้วหลวงพ่อได้ไปศึกษาต่อกับครูบาศรีวิชัย วัดร้องแหย่ง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ผู้เป็นพระอาจารย์วิปัสสนากัมมัฎฐานและเป็นพระปฏิบัติธรรมที่มีชื่อเสียง โด่งดังในยุคนั้นขณะนั้นท่านครูบาศรีวิชัยองค์นี้มีอายุถึง 70 ปี ยังแข็งแรง มีผิวพรรณสดใจ มีปฏิปทาแห่งความเมตตามากผู้หนึ่ง หลวงพ่อได้รับการถ่ายทอดอาคมไสยเวทย์ และการฝึกกระแสจิตพร้อมกันไปในตัวโดยได้อยู่ศึกษาอบรมเป็นเวลาถึง 2 พรรษา ในขณะที่อยู่ปรนนิบัติ และศึกษากับท่านครูบาศรีวิชัยวัดร้องแหย่งอยู่นั้น ท่านครูบาศรีวิชัยแห่งวัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้มาเยี่ยมเยียนสักการะท่านครูบาศรีวิชัยวัดร้องแหย่งอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มาเยี่ยมก็จะมีของมาถวายท่านเสมอ บางครั้งได้อยู่ค้างแรมร่วมสวดมนต์ทำวัตร


และปฏิบัติกัมมัฎฐานด้วยและเห็นว่าท่านครูบาศรีวิชัยวัดร้องแหย่งมากเมื่อ หลวงพ่อได้ได้ศึกษาสำเร็จและมีความชำนาญเชี่ยวชาญดีแล้ว จึงได้กราบลาพระอาจารย์ออกเดินทางค้นคว้าศึกษาหาวิชาต่อไปอีก ต่อมาหลวงพ่อชุ่มก็ได้เข้าศึกษาต่อกับครูบาแสน วัดหนองหมู อ.เมือง จ.ลำพูน ซึ่งเป็นพระอาจารย์ผู้เชียวชาญด้านวิปัสสนากัมมัฎฐานสำนักใหญ่ในจังหวัด มีลูกศิษย์มากมายเป็นผู้ม่ความรู้สูง เป็นนักปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก หลวงพ่อได้ศึกษาอยู่ที่สำนักนี้ ได้รับการถ่ายทอดวิชาทุกแขนงจากท่านครูบาแสน จนครบทุกอย่างหลวงพ่อได้กล่าวว่า ได้มีโอกาสทบทวนวิชาที่ได้ร่ำเรียนมาแล้ว พร้อมกับฝึกฝนศึกษาวิปัสสนากัมมัฎฐานและพุทธาคม โดยพระอาจารย์ที่ชำนาญในด้านนี้ควบคุมกันแล้ว ทำให้เกิดความชำนาญมากยิ่งขึ้น มีพรหมวิหารธรรม และพลังเมตตากล้าแข็งมากยิ่งขึ้น ด้วยความเคารพนับถือครูบาแสนซึ่งเป็นผู้มีพระครูณยิ่งที่ได้ช่วยแนะนำ ชี้แจง ช่วยเหลือจนมีความชำนาญ หลวงพ่อได้อยู่ปรนนิบัติวัตรฐากท่านผู้เป็นอาจารย์เป็นเวลานานถึง 2 ปี จึงได้กราบลาพระอาจารย์กลับวัดวังมุย

หลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก
เมื่อการกลับมาของหลวงพ่อได้ทราบถึงเจ้าคุณพระญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ท่านได้เรียกหลวงพ่อเข้าพบสอบความเป็นไปต่างๆ และการศึกษา หลวงพ่อได้เรียนให้ทราบทั้งหมดตามที่ได้ศึกษามา เจ้าคณะจังหวัดได้ทราบโดยละเอียดแล้วก็เกิดความยินดี และขอให้หลวงพ่อไปศึกษาต่อยังกรุงเทพฯ โดยทางจังหวัดจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด เพื่อกลับมาจะได้ให้เป็นผู้สอนของจังหวัด หลวงพ่อไม่ยอมไปโดยอ้างเหตุผลว่ายังต้องการศึกษาด้านธุดงค์วัตรต่อไปอีก และตั้งแต่นั้นมาเมื่อเจ้าคุณมีกิจธุระ ก็มักจะเรียกหลวงพ่อไปเป็นที่ปรึกษาอยู่ตลอดเวลา ให้เป็นเลขาประจำติดตามใกล้ชิดเสมอ โดยมอบหน้าที่การงานและพิธีการต่างๆให้หลวงพ่อเป็นผู้จัดเองทั้งหมด เจ้าคณะจังหวัดได้แต่ตั้งมอบสมณศักดิ์ชั้นพระครูให้ หลวงพ่อปฏิเสธไม่ยอมรับเอา ต่อมาหลวงพ่อเกิดความเบื่อหน่ายในสิ่งจำเจทุกเมื่อเชื่อวัน อีกทั้งเป็นการไม่เหมาะสมกับหลวงพ่อผู้ถือการปฏิบัติเป็นวัตรต้องการความสงบ วิเวก จึงได้ตัดสินใจออกธุดงค์วัตรเพื่อหาความสงบวิเวก จึงได้ตัดสินใจออกธุดงค์วัตรเพื่อหาความสงบบำเพ็ญพรต โดยได้จาริกไปยงอำเภอลี้ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวลัวะ, ยาง, กระเหรี่ยง, ได้ อบรมธรรมเทศนาธรรมโปรดพวกเขาจนมีศานะศิษย์มากมาย

ชาวลัวะกะเหรี่ยงได้ปลูกที่พักให้หลวงพ่ออยู่ประจำและจัดจังหันถวายทุกวัน เป็นนิจสิน ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าของชาวกระเหรี่ยงและชาวลัวะได้จัดศรัทธามาอยู่ ปรนนิบัติเฝ้าแทนหลวงพ่อด้วย ความเกรงกลัวว่าหลวงพ่อจะหนีไปที่อื่น บางขณะหลวงพ่อกลับวัดวังมุย พวกเขาจะพากันมาส่งถึงวัดและรอรับหลวงพ่อกลับไปด้วย เมื่อเสร็จธุระแล้วหลวงพอจึงต้องกลับกับพวกเขา เป็นผู้อย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง โดยพวกเขาอ้างว่หากหลวงพ่อไม่กลับ พวกเขาจะเผาที่พักให้ไหม้หมดเลิกกันเสียทีหลวงพ่อต้องปลอบใจพวกเขา และได้บวชบาวลัวะและกะเหรี่ยงผู้เป็นศิษย์รวม ๒ องค์ ให้อยู่กับพวกเขาขณะที่หลวงพ่อมีธุระไปยังที่แห่งอื่นๆ เหตุการณ์ที่จะเผาที่พักจึงล่วงพ้นไปได้ ต่อจากนั้นหลวง พ่อก็ได้ธุดงค์ต่อไป โดยออกเดินจากตำบลบ้านก้อ อ.ลี้ ตัดป่าเขาไปทางทิศตะวันตกมุ่งหน้าสู่อำเภอฮอด ธุดงค์จนถึงพระบรมธาตุดอยเกิ้ง อันเป็นพระธาตุเก่าแก่ เป็นเจดีย์ขนาดพระบรมธาตุดอยสุเทพ ซึ่งในขณะที่หลวงพ่อพบนั้น มีสภาพแตกร้าวชำรุดทรุดโทรม จึงตั้งใจว่าจะพักอยู่เพื่อบูรณะองค์เจดีย์เพื่อรักษาไว้เป็นที่นมัสการ และบูชาองค์พระธาตุของพุทธศาสนิกชน เมื่อหลวงพ่อได้ทำการสำรวจตรวจสอบแล้ว จึงได้


ไปพบนายอำเภอแจ้งความประสงค์ว่าปรารถนาจะสร้างทางขึ้นพระธาตุนายอำเภอได้ตอบ ตกลงและยินดีให้ความร่วมมือ โดยจะเรียกกำนันผู้ใหญ่บ้านมาร่วมประชุมด้วย จากนั้นหลวงพ่อได้พักอยู่ที่ป่าช้าวัดหนองบัวคำ ในขณะที่พำนักอยู่ในป่าช้าวัดหนองบัวคำ ในขณะที่พนักอยู่ในป่าข้า หลวงพ่อได้ถือปฏิบัติสำรวมสมาธิกัมมัฎฐานแผ่พลังเมตตาจิตเป็นวัตร ในคืนหนึ่ง ชาวบ้านในระแวกนั้นได้เห็นองค์พระธาตุสำแดงปฏิหาริย์มีแสงสว่างโดยรอบองค์ พระบรมธาตุมีรัศมีเรื่องอร่ามสว่างไสไวปทั่ว ทำให้ชาวบ้านเหล่านั้นปลื้มปิติ ยินดียิ่งนักที่มีปรากฎการณ์เช่นนี้ขึ้นซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน ในขณะที่หลวงพ่อนั่งสมาธิสงบนิ่งอยู่นั้นได้นิมิตเห็นชีปะขาว ๕ ตนนำเอามงกุฎใส่พานมาถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อได้ให้ศีลให้พรแผ่เมตตาให้ไป หลังจากนั้นชีปะขาวทั้ง ๕ คน ก็ได้กราบลาจากไป หลวงพ่อออกจาสมาธิกัมมัฎฐานเมื่อเวลาตี ๔ พอดี ในคืนต่อมาหลวงพ่อได้เช้าสมาธิกัมมัฎฐานตามปรกติ ก็มีนิมิตปรากฏเช่นคืนก่อน โดยชีปะขาวได้นำมงกุฎใส่พานมาถวายอีก แต่คราวนี้มาเพียง ๔ ตนเท่านั้น หลวงพ่อก็ได้ให้พรและแผ่เมตตาให้เช่นเคยและชีปะขาวก็กราบลาจากไป และก็เป็นเวลาตี ๔ เช่นคืนก่อน ต่อมาในคืนที่ ๓ อันเป็นคืนวันเพ็ญหลวงพ่อได้เข้าสมาธิกัมมัฎฐานอีก และได้นิมิตเห็นต้นมะม่วงใหญ่มีลูกดกมาก มีกลิ่นหอมหวนยิ่งนัก บนต้นมะม่วงมีฝูงลิงและชะนีมาเก็บกินกันมากมาย ต่อมาสักครู่หนึ่งปรากฏมีลิงแก่สูงใหญ่ตัวหนึ่ง

ออกมาไล่ฝูงลิงและชะนีมีมาเก็บกินผลมะม่วงจนหนีไปหมดสิ้น ปรากฏว่านิมิตนี้ก็เป็นเวลาตี ๔ เช่นคืนวันก่อนเหมือนกัน พอรุ่งเช้ากำนันผู้ใหญ่บ้านและพวกอำเภอได้มาหาหลวงพ่อพร้อมหน้ากัน หลวงพ่อได้แจ้งให้ทราบว่าจะได้บูรณะซ่อมแซมองค์พระธาตุ สระน้ำ และถาวรวัตถุให้กำนันและทางอำเภอว่าขาดแคลนน้ำเพราะสระน้ำไม่มีน้ำเลย ต้องช่วยกันทดน้ำจากลำห้วยเข้ามาเก็บไว้ในสระก่อน ซึ่งจำเป็นจะต้องหาน้ำก่อนจึงจะทำได้ และจะเอาน้ำมาได้ต้องผ่านภูเขาถึง ๔ ลูก ซึ่งเป็นเรื่องหนักมาก หลวงพ่อได้ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านตั้งจิตอธิษฐานขอให้การดำเนินนี้จง สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขออย่ามีอุปสรรค์ใดๆ ปรากฏว่าระยะทางต้นน้ำที่ทำทางต้องผ่านภูมเขาถึง ๔ ลูก ไม่มีอุปสรรคใดๆ เลยสามารถนำเอาน้ำมาได้ด้วยความสะดวก ทุกแห่งแหล่งที่ที่ขุดลงไปไม่ปรากฏหินผากั้นขวางแต่อย่างใด และได้น้ำมาลงสระอย่างปฏิหาริย์ หลวงพ่อได้นั่งหนัก (ประธาน) อยู่บูรณะซ่อมแซมองค์พระบรม


ธาตุจนสำเร็จเรียบร้อย โดยมีชาวบ้านชาวป่า ชาวเขา มาร่วมในการบูรณะครั้งนี้มากมาย กินเวลา ๔๕ วันจึงแล้วเสร็จสมบูรณื ส่วนการสร้างถนนขึ้นสู่พระบรมธาตุนั้น ได้รับการขัดขวางจากเจ้าคณะตำบล โดยอ้างเหตุผลว่า แม้แต่ครูบาศรีวิชัยก็ยังไม่สร้างถนนขึ้นพระธาตุ ฉะนั้นจึงยังไม่สมควรสร้าง เมื่อมีการขัดแย้งเกิดขึ้นทางฝ่ายกรมการอำเภอเห็นว่า หลวงพ่อเป็นผู้มีบุญบารมีมาโปรด ก็ควรให้หลวงพ่ออยู่สร้างต่อไปและได้ขอร้องต่อหลวงพ่อให้อยู่ช่วยก่อสร้าง ทางให้ โดยเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะร่วมมือกับหลวงพ่อ หลวงพ่อได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หากขืนทำการสร้างต่อไป ก็จะเกิดปัญหาขัดแย้งกับเจ้าคณะตำบลเป็นแน่ จึงได้ประกาศให้ชาวบ้านชาวเขาและเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองให้ทราบทั่วกันว่า จะระงับการก่อสร้างไว้ก่อน จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร หลังจากนั้นหลวงพ่อก็ได้ออกธุดงด์ต่อไปจนถึง อ.ห้างฉัตร เขตจังหวัดลำปาง เห็นทำเลเหมาะสมที่จะบูรณะให้เป็นวัดขึ้นได้ จึงได้หยุดพักอยู่ ณ ที่ป่านั้นและใคร่อยากจะสรงน้ำเพราะเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย พระผู้ติดตามได้บอกหลวงพ่อว่ามีบ่อแต่ไม่มีน้ำมีแต่โคลน


หลวงพ่อได้เดินไปดูก็เห็นจริงตามที่พระรูปนั้นกล่าว จึงได้อธิษฐานกล่าวอันเชิญเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอได้โปรดเมตตาให้บังเกิดน้ำขึ้นด้วย เพื่อจะได้น้ำนั้นมาใช้ประโยชน์ ในการบูรณะให้เกิดเป็นวัด ขึ้น ณ ที่นี้ จากนั้นหลวงพ่อได้กลับไปนั่งพักยังโคนไม้ที่อาศัย สักครูหนึ่งพระองค์นั้นได้รีบมาหาหลวงพ่อและบอกว่า น้ำได้ขึ้นมาครึ่งบ่อแล้วหลวงพ่อจึงได้สรงน้ำและใช้น้ำบ่อนั้นก่อสร้างโบสถ์ เจดีย์ กุฏิ ศาลา จนสำเร็จเรียบร้อยด้วยแรงงานของชาวบ้าน ชาวเขา ที่ได้พร้อมใจกันสละทรัพย์และแรงงาน โดยหลวงพ่อนั่งหนักเป็นประธานอยู่ถึง ๓ พรรษา หลวงพ่อได้กล่าวต่อไปว่า ขณะนั้น ที่อำเภอห้างฉัตรมีหมู่บ้านอยู่ไม่กี่หลังคาเรือนอาศัยบุญบารมีแรงงานจาก ทั่วสารทิศมาช่วย จึงสำเร็จเป็นวัดอยู่ทุกวันนี้
โดยที่หลวงพ่อมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลประตูป่าจึงทำให้มีภาระที่จะต้อง ปฏิบัติงานต่างๆ นอกจากนั้น หลวงพ่อยังต้องรับภาระเป็นพระอุปัชฌาย์ด้วยจึงทำให้ต้องกลับวัดวังมุยเพื่อ ตรวจดูความเรียบร้อยและการงานด้านของทางวัดด้วยได้พักอยู่ที่วัดวังมุย ประมาณเดือนเศษ ก็ได้นำภิกษุสามเณรออกธุดงค์ต่อไปอีก คราวนี้ได้ไปพักที่ป่าช้า บ้านเหมืองฟู ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง ได้อยู่พักฝึกอบรบพระภิกษุสามเณรด้านสมาธิกัมมัฎฐานปฏิบัติโดยได้มีชาวบ้าน มาร่วมอนุโมทนามากมายรายได้ทั้งหมดที่มีผู้นำมา

หลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก
ถวาย หลวงพ่อได้จัดมอบให้คณะกรรมการสุสานจัดทำสาธารณะประโยชน์ทั้งหมดโดยได้มีการ จัดสร้างสะพานยาว ๒๕ วา ๒ ศอก กว้าง ๘ ศอก ใช้เวลาก่อสร้าง ๓ เดือน จึงแล้วเสร็จ สิ้นเงิน ๘๐,๖๓๐ บาทจากนั้น หลวงพ่อได้มา สร้างสะพานที่ ต.สันทราย อ.สารภี กว้าง ๘ศอก ยาว ๑๒ วาสิ้นเงิน ๔๘,๐๐๐ บาทต่อมาชาวบ้านป่าเดื่อได้อาราธนาหลวงพ่อให้มานั่งหนักเป็นประธานสร้างสถาน ต.ขัวมุง ยาว ๕๕ วา กว้าง ๘ ศอก ข้ามลำน้ำแม่ปิงเป็นเวลา ๔ เดือน ๑๕ วัน จึงเสร็จ สิ้นเงินประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาทเศา ต่อมาก็ได้ไปนั่งหนักสร้างสะพานวัดชัยชนะ ต.ประตูป่าข้ามลำน้ำแม่ปิงยาว ๑๐ วา กว้าง ๘ ศอก ใช้เวลา ๑๐ เดือนสิ้นเงิน 30,000 บาทเศษ ต่อมาชาวบ้านริมปิง อ.เมืองลำพูนได้อาราธนาหลวงพ่อ ไปนั่งหนักสร้างสะพานให้อีกกินเวลา ๔ เดือน มีความยาว ๑๕ วา กว้าง ๘ ศอก ยังใช้อยู่ทุกวันนี้ จากนั้นหลวงพ่อก็ได้กลับวัดวังมุยและได้เริ่มงานสร้างสะพานหน้าวัดขึ้น มีความยาว ๑๒ ศอก กว้าง ๘ ศอกสิ้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทเศษกินเวลา ๒ เดือนเสร็จสมบูรณ์พอดี หลวงพ่อได้กล่าวว่า ทุกครั้งที่ไปนั่งหนักเป็นประธานการสร้างสะพาน นายห้องบริษัทธานินท์อุตสาหกรรมจำกัด

จะส่งเงินมาร่วมสมทบทำบุญด้วยทุกครั้งเมื่อเสร็จกิจนิมนต์แล้ว หลวงพ่อได้กลับมายังวังมุย และได้ยืนหนังสือลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ทุกตำแหน่ง เมื่อทุกอย่างเรียบกร้อยดีแล้ว หลวงพ่อได้ธุดงค์ต่อไปอีก ตั้งใจว่าจะขึ้นไปเหนือสุดของประเทศ โดยเริ่มธุดงค์ออกทางอำเภอห้างฉัตร เห็นองค์พระเจดีย์ปรักหักพังรู้สึกเศร้าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง จึงได้พักอยู่เพื่อจะบูรณะซ่อมแซม เมื่อหลวงพ่อได้จัดทำพำนักเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มงานบูรณะองค์พระเจดีย์ทันที่ โดยมีชาวบ้านช่วยเหลือมากมายทั้งกำลังงานและทุนทรัพย์ ขณะที่บูรณะขุดวางรากฐานใหม่ ได้พบศิลาจารึกมีใจความว่า องค์พระเจดีย์นี้พระนางจามเทวีเป็นผู้สร้าง และจะมีพระสงฆ์ ๓ รูป มาบูรณะต่อเติม หลวงพ่อได้สอบถามชาวบ้านดูได้ความว่ามีพระมาบูรณะ ๒ องค์แล้ว หลวงพ่อเป็นองค์ที่ ๓ และขณะที่ขุดลึกลงไปใต้องค์ฐานพระเจดีย์ ได้พบไหซองใบใหญ่หนึ่งใบปิดปากแน่นหนา หลวงพ่อจึงได้สั่งให้ชาวบ้านนำขึ้นมาเก็บไว้ก่อน จะเชิญกำนันผู้ใหญ่บ้านหนองหล่มมาร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดออกดู เมื่อเชิญกำนันผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านมาพร้อมแล้วจึงได้เปิดไหออก ปรากฏว่าภายในมีแต่เบี้ยทั้งนั้น หลวงพ่อจึงได้สั่งให้ปิดปากให้สนิทแล้วนำลงฝั่งที่เดิม จากนั้นได้ขุดเพื่อวางรากฐานต่อไป ได้


พบสิ่งสำคัญอีกมากมาย ล้วนมีค่าทั้งสิ้น หลวงพ่อได้สั่งให้เทปูนซีเมสต์ปิดทับและหล่อคอนกรีตปิดฝังไว้ให้แน่นหน้า เพื่อป้องกันของมีค่าอันเป็นสมบัติโบราณจะถูกขุดคุ้ยนำออกไปการบูรณะครั้ง นี้ใช้เวลาถึง ๓ เดือนเศษ จึงแล้วเสร็จหลวงพ่อได้สร้างศาลาขึ้น ๑ หลังด้วย จากนั้นก็ได้ธุดงค์ต่อไป โดยตั้งใจจะไปนมัสการพระบรมธาตุดอยตุง การธุดงค์ครั้งนี้มีสามเณรร่วมไปด้วย ๒ รูป และศรัทธาอีก ๑ คน ซึ่งขอติดตามท่านไป หลวงพ่อก็อนุญาตให้ติดตามไปด้วย โดยบอกให้เดินตามอย่างให้คลาดสายตา หลวงพ่อได้เดินธุดงค์ไปทางอำเภอเวียงป่าเป้า บุกป่า ผ่าดง ขึ้นเขา ลงห้วย ไปตามกำลังแรงศรัทธา และมีโอกาสหาความสงบวิเวก ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฎฐาน เข้านิโรธสมาบัติทบทวนวิชาความรู้ที่ได้ศึกษาร่ำเรียนมา และเป็นการแสวงธรรมแผ่เมตตาจิตแด่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ขณะที่ธุดงค์ผ่านป่าทึบเวียงป่าเป้า ผ่านดอยนางแก้ว ได้พบรอยเท้าเสือขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ มีรอยเท้าเหยียบย่ำผ่านไปใหม่ๆ ซึ่งรอยน้ำขังยังขุ่นอยู่ หลวงพ่อได้แผ่เมตตาส่งกระแสร์จิตให้ โดยอธิษฐานว่า หากมีกรรมเก่าติดค้างมา ก็จะขอยอมเสียชีวิตเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม หลวงพ่อได้เดินทางต่อไปจนทะลุป่าก็ไม่พบเสือตัวนั้นเลย

เมื่อถึงเชียงรายได้พักที่ป่าช้าเพื่อจะได้ธุดงค์ไปยังถ้ำปุ่ม ถ้ำปลา ต่อไป ขณะที่พักอาศัยอยู่นั้น ชาวบ้านได้นำอาหารมาถวาย และสอบถามหลวงพ่อว่า จะไปไหนต่อไป หลวงพ่อได้บอกตามเจตนาจะไปถ้ำ เพื่อนมัสการพระพุทธรูในถ้ำนั้น ชาวบ้านได้ขอร้องห้ามมิให้หลวงพ่อไป เพราะขณะนี้มีช้างตัวใหญ่กำลังตกมันอาละวาดอยู่ในป่า ซึ่งเป็นทางที่จะขึ้นสู่ถ้ำ และช้างตัวนี้ฆ่าคนมาแล้ว ขอหลวงพ่ออย่าเข้าไปเลย หลวงพ่อนิ่งคิดอยู่จนในที่สุดจึงได้กล่าวว่า อาตมาตกลงใจแล้วว่าจะต้องขึ้นไปบนถ้ำ เพื่อนมัสการพระพุทธรูปให้ได้ตามวันเวลาที่กำหนดไม่สามารถหยุดอยู่ได้ และอาตมาขอขอบใจมากที่ได้แจ้งข่าวบอกให้รู้ จากนั้นหลวงพ่อ สามเณรและผู้ติดตาม ได้ออกเดินทางเข้าป่าทันที ขณะที่ผ่านป่าหลวงพ่อได้ตั้งจิตภาวนา แผ่เมตตาจิตให้แก่ช้างตกมันเชือกนั้น และหลวงพ่อก็ได้พบช้างตัวนั้นกำลังอาละวาด พุ่งชนต้นไม้ใหญ่ที่ขวางหน้าอยู่ ขณะที่หลวงพ่อและคณะเดินเข้าไปใกล้ช้างตกมันตัวนั้นได้มองดูหลวงพ่อ และคณะที่กำลังเดินจะผ่านไป ช้างตกมันตัวนั้นกลับหันหน้าเข้าสู่กอไผ่ หันก้นให้พร้อมกับยืนนิ่ง พับใบหูไปๆมาๆอย่างสำราญใจ หลวงพ่อและคณะได้เดินผ่านไปอย่างปกติโดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น หลวงพ่อไม่


พักที่ใดถึงแม้จะจวนค่ำมืดแล้วก็ตาม คงตั้งหน้าธุดงค์ไปให้ถึงถ้ำให้ได้ ด้วยจิตใจอันมั่นคงขณะเมื่อขึ้นสู่ปากถ้ำนั้น ได้พบฤาษี ๔ องค์ อาศัยอยู่บนถ้ำ เมื่อฤษีเห็นหลวงพ่อและคณะผ่านป่าขึ้นมาได้ จึงได้ไต่ถามว่า ขณะเดินผ่านป่ามาพบช้างตกมันอยู่หรือเปล่า หลวงพ่อตอบไปว่าพบ แต่ไม่เห็นเขาทำอะไรอาตมาเลย ฤาษีต่างอุทานออกมาด้วยความตกใจ เพราะช้างตัวนี้ตกมัน หนุ่มดุร้ายมาก และเมื่อเช้านี้เองมันยังไล่พวกฤาษีที่ออกไปหาอาหาร และมันทำไม่ถึงไม่ทำร้ายท่านเป็นเรื่องที่น่าแปลกมา พวกฤาษีที่อยู่บนถ้ำนี้ไม่สามารถออกไปติดต่อขอข้าวสารจากชาวบ้านมาเกือบ อาทิตย์แล้ว นับว่าเป็นเพราะบารมีของหลวงพ่อแก่กล้าจริงๆ ที่ผ่านมาได้ เมื่อรับฟังแล้วหลวงพ่อก็นิ่งเฉยเสีย จากนั้นหลวงพ่อได้นำสามเณรทั้งสองและผู้ติดตามไปฝากพระภิกษุชรา ผู้ดูแลรักษาวัดถ้ำเพื่อของฝากฝังศิษย์ไว้ด้วย จากนั้นได้บอกกล่าวแก่ศิษย์ว่า จะเข้าไปปฏิบัติธรรมในถ้ำ ๗ วัน ถ้าหากหลวงพ่อไม่กลับออกมาให้กลับวัดกันได้ ในย่ามมีเงินอยู่บ้างและกลับไปก็ไม่ต้องบอกกล่าวอะไรกับญาติโยมทั้งสิ้น เมื่อสั่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อก็ครองผ้าใหม่เรียบร้อยพร้อมดอกไม้ ธูปเทียน ไม้ขีดไฟ และเอาน้ำใส่ในบาตรเข้าถ้ำไป

จากนั้นหลวงพ่อได้เข้านั่งบริกรรมสมาธิ ปฏิบัติธรรม และเข้าสู่นิโรธสมาบัติติดต่อกันจนครบ ๗ วัน ๗ คืน โดยมิได้ฉันอาหารใดๆเลย นอกจากน้ำในบาตรที่นำเข้าไปเท่านั้น เมื่อครบกำหนด ๗ วัน หลวงพ่อได้ออกจากนิโรธสมาบัติภายในก้นถ้ำปรากฏว่าจีวรสังฆาฏิที่ครองอยู่ เปียกชื้นหมด จึงได้ลูกเดินออกมาสู่ปากถ้ำ และได้อยู่ใกล้ปากถ้ำเพื่อปฏิบัติภาวนาทำนิโรธสมาบัติต่อเป็นวันที่ที่ ๘ ขณะที่เตรียมจัดนั่งเพื่อปฏิบัติธรรม หลวงพ่อได้เห็นหนูท้องขาวตัวใหญ่ตัวหนึ่ง ได้มาวิ่งวนรอบตัวหลวงพ่อ แล้วมาหยุดยืนยกขาหน้าขึ้น ต่อหน้าหลวงพ่อถึงสามครั้งสามหน แล้วก็วิ่งหนีหายเข้าถ้ำไป จากนั้นหลวงพ่อก็นั่งภาวนาทำนิโรธสมาบัติต่อไป พอสว่าง หลวงพ่อออกจากสมาธิญาณสมาบัติเดินออกจากถ้ำจะลงมาพบสามเณรและผู้ติดตาม ปรากฏว่าพระภิกษุผู้ชรา สามเณรทั้งสองและผู้ติดตามได้มายืนคอยอยู่แล้ว ต่างเข้าประคองหลวงพ่อลงไปและต้มข้าวถวายให้ฉันพร้อมกับพูดว่า หลวงพ่อจะเข้านิโรธสมาบัติก็ไม่บอกให้ผมรู้ด้วย จะได้บอกชาวบ้านเขามาเอาส่วนบุญด้วย หลวงพ่อก็ได้แต่นิ่งไม่กล่าวประการใด เมื่อได้ปฏิบัติธรรมเสร็จเรียบร้อยด้วยจิตใจอันอิ่มเอิบแล้ว หลวงพ่อก็ได้ธุดงค์ต่อไปยังพระธาตุดอยตุง ขณะที่ธุดงค์เข้าในป่าเขา ลึก

๑๐
เข้าไปจนรู้สึกว่า ไม่ผ่านพบผู้คนและบ้านเรือนเลย และเวลาก็ใกล้จะเพลแล้ว เกรงว่าสามเณรและผู้ติดตาม จะเกิดความหิวทนทานไม่ได้หลวงพ่อจึงตั้งจิตอธิษฐาน ด้วยกุศลเจตนาที่ได้เพียรปฏิบัติมขอให้ได้พบบ้านผู้คนด้วย หลังจากธุดงค์ไปอีกไม่นาน ก็พบบ้านหลังหนึ่ง มีชายชราสูงอายุผู้หนึ่งกำลังนั่งเหลาไม้อยู่ เมื่อได้เห็นหลวงพ่อและคณะจะธุดงค์ผ่านไป ก็รีบเข้ามานิมนต์ให้ฉันน้ำเสียก่อน จากนั้นก็รีบขึ้นบนเรือนจัดหาอาหาร นิมนต์หลวงพ่อ สามเณร ขึ้นบนเรือนฉันเพลทันที เมื่อฉันอาหารเสร็จแล้ว ก็ให้ศีลให้พรแก่ชายชราผู้นั้น ซึ่งทั้งบ้านไม่มีใครเลย คงมีชายชราผู้นี้แต่ผู้เดียว ชายชระผู้นี้ได้เรียนถามถึงการปฏิบัติธรรมเข้าสู่นิโรธสมาบัติได้ถึง ๗ – ๘ วัน โดยไม่อ่อนเพลียเช่นนี้ นับว่าหลวงพ่อมีบุญบารมีพลังจิตกล้าแข็งมาก ขอให้รักษาไว้ให้ดี เพื่อโปรดเมตตาต่อสัตว์โลกและมวลมนุษย์ จากการตั้งปัญหาถามเองและตอบเองนี้ ยังความประหลาดใจให้กับหลวงพ่อมาก

เพราะไม่เคยเอ่ยอ้างหรือเล่าสู่ให้ฟังก่อนเลย จะทราบด้วยญาณใดก็ไม่ทราบได้เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชายชราได้อาสานำทางพาหลวงพ่อออกสู่ถนนหลวง เพื่อผ่านตัวเมืองต่อไป เมื่อชายชราได้นำมาถึงชายป่าและชี้ทางสู่ถนนหลวงแล้วจึงได้รีบอำลากลับทันที โดยหลวงพ่อมิได้หันหน้ากลับ ไปดูชายชราผู้นั้นเลย
ต่อจากนั้นหลวงพ่อได้จาริกแสวงบุญปฏิธรรบโปรดสัตว์ไปยัง ณ ที่ต่างๆ พำนักตามป่าช้าเรื่อยมา ทุกเข้าชาวบ้านจะมาทำบุญตักบาตรถวายอาหาร หลวงพ่อจัดแบ่งฉันพอสมควรนอกนั้นได้ให้ผู้อื่นหมดสิ้น หลวงพ่อได้ปฏิบัติธรรมเข้านิโรธสมาบัต โดยไม่ฉันอาหารใดๆ นอกจากน้ำครบ ๗ วัน และก็ธุดงค์ต่อไปยังที่อื่นๆ รวมกับการปฏิบัติธรรมนิโรธสมาบัติเพื่อเป็นพุทธบูชา โดยกุศลผลบุญที่ได้มา ขอสละเป็นบัดพลี มีส่วนช่วยอุทิศส่วนกุศลให้แก่อมนุษย์ได้มากมาย ผู้เขียนได้กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า การอดอาหารครั้งละ ๗-๘ วันนั้น หลวงพ่อมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง หลวงพ่อกล่าวตอบว่าไม่รู้สักเหน็ดเหนื่อยหรืออ่อนเพลียหิวโหยเท่าใดนักเป็น การปฏิบัติธรรมด้วยความสมัครใจ เป็นการฝึกถึงความอดทน เพียร และพยายาม เพื่อลุผลแห่งการปฏิบัติธรรมอันนี้

๑๑
ศิษย์ครูบาศรีวิชัย หรือครูบา ศีลธรรม วัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน
เมื่อมีการสร้างทางขึ้นพระบรมธาตุดอยสุเทพในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ด้วยการริเริ่มและนำโดย ครูบาศรีวิชัย หรือ อีกนามหนึ่งที่เรียกกันว่า ครูบาศีลธรรม ซึ่งในขณะนั้นหลวงพ่อมีอายุได้ ๓๗ ปี ยังหนุ่มแน่นอยู่ ได้เข้าร่วมช่วยเหลือการสร้างด้วยโดยมีพระภิกษุ ๔ รูปด้วยกัน สมัครเข้าเป็นสานุศิษย์ของท่าน คือ หลวงพ่อชุ่ม พระโสภาวัดถวาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พระเหลา วัดแม่ตื่น อ.ลี้ จ.ลำพูน และพระแก้ว วัดพระเจ้าตนหลวง จ.ลำปาง ท่านครูบาศรีวิชัยได้แบ่งแยกหน้าที่การงานให้ปฏิบัติ โดยเฉพาะหลวงพ่อทำหน้าที่ช่วยเหลือท่านครูบาศรีวิชัยอย่างใกล้ชิด ทั้งภายในวัดและนอกวัด ได้รับข้อปฏิบัติธรรมจากท่านครูบาศรีวิชัยมากมาย โดยมีโอกาสได้ศึกษากันอย่างใกล้ชิดจนเกิดความชำนาญ ทุกยามค่ำท่านครูบาศรีวิชัยจะอบรมสั่งสอนข้อปฏิบัติมาธิวิปัสสนากัมมัฎฐาน จนได้เวลาพอสมควรก็ให้เลิกและเริ่มปฏิบัติในวันรุ่งขึ้นเวลาตี ๔ ทุกวัน เมื่อสว่างก็ให้ออกบิณทบาตร์โปรดสัตว์ จากข้อปฏิบัติธรรมเหล่านั้นท่านได้บอกกล่าวไว้ว่า หากปฏิบัติได้ถูกต้องแล้วจะมีอายุยืนยาว จากการที่ได้เข้าร่วมศึกษาปฏิบัติธรรม ช่วยเหลือครูบาศรีวิชัยตลอดมาได้รับความเมตตาอารีย์จากท่านมาก

ทุกครั้งที่ท่านครูบาศรีวิชัยถูกเรียกตัวเข้ากรุงเทพฯในข้อหาต่างๆ หลวงพ่อได้รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลรักษาวัดและทำหน้าที่แทนท่านในการรับประเคน ของถวายและนั่งรับแขกเหลื่อที่มาทำบุญ โดยท่านไม่ลืมสั่งไว้ว่าหากพวกยางมาหาก็รับประเคนแทน และให้ศีลให้พรแทนด้วย บอกเขาด้วยว่าไม่กี่วันจะกลับมาหลวงพ่อได้ทำหน้าที่แทนหลายครั้งหลายหน ในบางครั้งหลวงพ่อกลับวังมุย เมื่อท่านครูบาศสรีวิชัยมีธุระจะส่งคนไปตามให้รีบกลับมา ปัญหาการถูกรบกวนมีหลายครั้งหลายตอน แต่ท่านก็กลับมาทุกครั้งโดยไปครั้งละ ๓ วัน ๕ วัน ถึง ๗ วัน ก็เคย และทุกครั้งที่ท่านกลับมาท่านจะไม่พูดถึงเรื่องราวใดๆ ให้ทราบเลย คงยึดหลักปักม่นในการสร้างทางมุ่งสู่องค์พระธาตุดอยสุเทพเท่านั้นเมื่อใกล้ เวลาจะสร้างทางแล้วเสร็จ ท่านครูบาศรีวิชัยได้เรียกหลวงพ่อเข้าไปพบเป็นการส่วนตัว ได้ทบทวนขยายข้อมูลพระสูตรต่างๆ และข้อปฏิบัติธรรมทั้งหมดที่ได้รับจากท่านมา และท่านได้มอบพัดหางนกยุงพร้อมกับไม่เท้าให้โดยสั่งไว้ว่า เอาไว้เดินทาง เทศนาธรรมเผยแพร่ธรรมแทนท่านด้วยเมื่อการสร้างทางเสร็จสิ้นลง ท่านครูบาศรีวิชัยได้เดินทางไปสร้างพระวิหาร ที่วัดโคมคำ

๑๒
อ.พะเยา จ.เชียงราย ต่ออีก หลวงพ่อได้เล่าต่อไปอีกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่ธุดงค์ผ่านวัดพระแก้วดอนเต้า จ.ลำปาง เห็นวิหารที่ท่านครูบาศรีวิชัยได้สร้างไว้ จะร่วมทำบุญด้วยก็ไม่มีเงิน จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานสละถวายพัดหางนกยูง และไม้เท้าที่ท่านครูบาศรีวิชัยได้กรุณามอบให้ร่วมทำบุญเป็นพุทธบูชา ผู้เขียนได้เรียนถามถึงพระอีก ๓ รูป ที่ร่วมเป็นศิษย์ครูบาศรีวิชัย ในการสร้างทางขึ้นพระบรมธาตุดอยสุเทพ ขณะนี้อยู่ที่ใดบ้าง หลวงพอได้กล่าวตอบอย่างสลดใจว่า ท่านทั้งสามได้มรณภาพไปหมดแล้ว คงเหลืออาตมาเพียงรูปเดียวเท่านั้น
ขณะที่ท่านครูบาศรีวิชัยป่วยอยู่ ณ วัด จามเทวี หลวงพ่อได้ไปเยี่ยมและอยู่เฝ้าพยาบาลท่านร่วมกับครูบาธรรมชัยวัดประตูป่า หลวงพ่อ่ได้จ้างช่าง

มาปั้นรูปเหมือนท่านครูบาเอาไว้ขนาดเกือบเท่าองค์จริง เมื่อช่างได้จัดการปั้นรูปเหมือนเสร็จแล้ว ได้นำเข้าไว้ยังปลายเท้าท่านและได้ช่วยกันประคองท่านนั่ง เมื่อท่านครูบาได้เห็นองค์รูปเหมือนของท่านแล้ว นำตาได้เอ่อคลอเบ้าและได้หลั่งไหลลงอาบแก้ม ท่านได้ใช้มือลูกไล้รูปเหมือนท่าน และได้สั่งหลวงพ่อไว้ว่า ให้ถือปฏิบัติดังรูปนี้น๊ะ จากนั้นท่านครูบาได้สั่งเณรให้นำเอาไม้เท้าและพัดหางนกยูงออกมาให้ เมื่อสามเรณได้นำมามอบให้ดังประสงค์แล้ว ท่านครูบาได้นำมอบให้กับหลวงพ่ออีกได้สั่งเสียไว้ว่า ให้เก็บรักษาไว้ให้ดีถือปฏิบัติแทนตัวท่าน รูปเหมือนองค์ที่หลวงพ่อจ้างช่างปั้นไว้ พัดหางนกยูงและไม้เท้าได้เก็บรักษาไว้ที่วัดวังมุย หากท่านผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสและต้องการเคารพบูชา ขอเชิญได้ทุกเวลา
ด้วยสัจจบำเพ็ญบารมีของหลวงพ่ออันประเสริฐ ที่ได้ยึดถือข้อปฏิบัติคำสอนอย่างเคร่งครัดได้คุณธรรมอันวิเศษ มีพลังจิตและญาณอันแก่กล้าที่ได้บำเพ็ญเพียรมา ตามคติอาจารย์จนเชี่ยวชาญอักขระพระเวทย์เลขยันต์ พระสูตรและอาคมของหลวงพ่อจึงขลังยิ่งนัก โดยเฉพาะด้านคงกระพันมหาอุด แคล้วคลาด และคุณไสยด้วยแล้วเป็นที่เชื่อได้ในฤทธิ์ธานุภาพ อันประกอบด้วยพลังแห่งญาณที่หลวงพ่อได้แผ่เมตตาจิตลงในวัตถุเหล่านั้น

๑๓
คุณธรรมบารมี
ตั้งแต่ บรรพชาเป็นสามเณรเป็นต้นมาหลวงพอได้ละเว้นไม่ฉันเนื้อสัตว์ ทุกชนิด และฉันอาหารเพียงมื้อเดียวตลอดมา ต่อมาจนเมื่อใกล้กึ่งพุทธกาล หลวงพ่อรุ้สึกว่ามีอาการร้อนจากไขสันหลังและแผ่นหลัง นักวันทวีหนักยิ่งขึ้น จึงได้ปรึกษาแพทย์ แพทย์ได้ตรวจอาการแล้วได้ขอร้องให้ฉันเนื้อสัตว์บ้าง เพราะเกิดจากการขาดธาตุโปรตินที่จะทำหน้าที่บำรุงเสี้ยงร่างกาย จากนั้นมาหลวงพ่อจึงได้ฉันเนื้อสัตว์แต่ก็ยังยกเว้น ไม่ฉันเนื้อวัวและควายอีก หลวงพ่อมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงมีความทรงจำเป็นเลิศ และแม่นยำ หลวงพ่อถือการบินฆบาตรเป็นการโปรดสัตว์ทุกวัน สวดมนต์ทำวัตร ถือกัมมัฎฐานแผ่เมตตาจิตต่อสัตว์โลกทั้งปวง หลวงพ่อเป็นอริยะสงฆ์ที่สละแล้วซึ่งกิลเลสทั้งปวง ท่านชำระจิตของท่านดั่งน้ำและดิน สิ่งใดที่ไม่มีจริง ท่านจะไม่พูดและไม่ตอบเลย เพราะท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ต้องการให้เกิดความมัวหมองอันเป็นกิเลสขึ้น หลวงพ่อยึดมั่นในพรหมวิหารสี่ ใครผู้ใดก็ตามไม่ว่ายากดีมีจนเดือนร้อนมา ท่าจะจะช่วยแก้ไขแบ่งเบาภาระให้จนหลุดพ้น หลวงพ่อไม่สะสมทรัพย์สินหรือหรือสิ่งอันใดเลย แม้กระทั้งลาภยศได้ถวายคืนเจ้าคณะจังหวัดหมดสิ้นได้แก่เจ้าคณะตำบลประตูป่า พระอุปัชฌาย์ พระครู ลาภสักการะที่ท่านได้มาหรือมีผู้นำถวาย หลวงพ่อจะแจกจ่ายไปหมดสิ้นใช้ในการก่อสร้างถาวรวัตถุดังกล่าวมาแล้วและแจก จ่ายคนยากจนทั้งหลาย หลวงพ่อมีเมตตาธรรมประจำใจ ไม่ค่อยขัดต่อผู้ใดที่ขอร้องให้ท่านช่วยเหลือ

ถ้าไม่ เกินขอบเขตแห่งพระวินัยขอปฏิบัติโดยเฉพาะผู้เจ็บป่วยด้วยคุณไสยด้วยแล้ว เชือกและน้ำมนต์ของท่านขลังยิ่งนัก มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อได้ธุดงค์ไปถึงอำเภอฮอด เข้าพักในป่าช้าบ้านบ่ง ชาวบ้านเหล่านั้นมีด้วยกันหลายเผ่าหลายภาษา ลัวะ, ยาง, กระเหรี่ยง, ได้เอาเนื้อสดๆ มาถวายโดยบอกว่า เป็นส่วนของวัดหนึ่งหุ้นที่ล่าสัตว์มาได้หลวงพ่อไม่ยอมรับและบอกว่าหากจะนำ ถวายพระหรือสามเณรควรจัดทำให้สุกเป็นอาหารมาจึงจะรับได้ และขอบิณฑบาตอย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเขาเลย และขอบิณฑบาตอย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเขาเลย ในยามค่ำหลวงพ่อได้ทำวัตร สวดมนต์ทำสมาธิแผ่อธิฐานจิตให้สรรพสัตว์ทั้งปวง จนใกล้สว่างจึงออกบิณฑบาต พวกชาวบ้านก็ใส่บาตรให้ และได้ขอร้องหลวงพ่อไม่ให้สวดมนต์อีกต่อไป โดยกล่าวหาว่า เช้าก็สวด ฉันข้าวก็สวด เย็นก็สวด กลางคืนก็สวด เข้าป่าล่าสัตว์ไม่ได้

๑๔
สัตว์มาหลายวัน แล้ว ด้วยคุณธรรมบารมีของหลวงพ่อที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งที่รู้ภาษาและไม่รู้ภาษา ต่างก็รอดพ้นจากการถูกเบียดเบียนซึ่งกันและกัน อันนำมาซึ่งความอยู่เย็นเป็นสุขทั่วหน้ากัน
หลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโกมรณภาพ
หลวงพ่อ หรือหลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก ถึงแก่มรณภาพเข้าสู่แดนบรมสุขเมื่อวันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ.2519 สิริอายุได้ 78 ปี 65 พรรษา คงเหลือไว้แต่คุณงามความดีของท่านและวัตถุมงคลของท่านซึ่งจากประสบการณ์ของ ผู้ที่ครอบครอง
วัตถุมงคลของท่าน ล้วนแล้วแต่เป็นประสบการณ์ที่เล่าขานกันไม่รู้จบ
หลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก
ข้อวัตรปฏิบัติ
ครูบาชุ่มท่านจะตื่นขึ้นมาตอนตี 3 เพื่อปฏิบัติไปตามลำพังในกุฏิของท่านจากนั้นก็กระทำกิจธุระส่วนองค์แล้วจึง เรียกพระเณรให้ทำวัตรเช้าในเวลาประมาณตี 5 ต่อด้วยการนั่งสมาธิภาวนาอีก 1 ชั่วโมง พอคลายออกจากสมาธิจึงนำพระเณรออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ ในยามปรกติท่านจะฉันสองมื้อ แต่ในช่วงเข้าพรรษาท่านจะฉันเพียงมื้อเดียว อาหารที่ท่านฉันก็เป็นอาหารพื้นบ้านง่ายๆ อย่างข้าวเหนียว จิ้มกับน้ำพริกผักต้ม แม่เพชร อินโม่ง ซึ่งเป็นผู้ทำอาหารถวายครูบาชุ่มอยู่เสมอ เล่าว่า ท่านชอบทานผักแคบ หรือตำลึงในภาษากลางนั่นเอง ครูบาชุ่มละเว้นไม่ฉันอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ แต่จะฉันบ้างกรณีที่มีญาติโยมมาถวายภัตตาหารเพลและนั่งรอรับพรอยู่ต่อหน้า เป็นการฉันเพื่อไม่ให้ญาติโยมเสียกำลังใจ ช่วงหนึ่ง ครูบาชุ่มป่วย แพทย์ระบุว่าเป็นโรคขาดสารอาหาร ศรัทธาชาวบ้านจึงได้ขอร้องให้ท่านฉันเนื้อสัตว์บ้าง ท่านก็รับปาก
พระเดชลือชา
ช่วงเย็น 18.00 น. พระเณรที่วัดวังมุยจะทำวัตรเย็นพร้อมดัน ต่อจากนั้นนั่งสมาธิอีกประมาณ 30 นาที แล้วจึงแยกย้ายกันไปทำกิจส่วนตัวได้ จนใกล้เวลาจำวัด คือราว 20.10 น. ครูบาชุ่มท่านจะนั่งอยู่ด้านหน้า นำสวดบท นะโมฯ 3 จบ แล้วท่านจะเงียบ คอยฟังเสียงของพระเณร ว่าตั้งใจสวดมนต์กันหรือไม่ หากพบว่าองค์ไหนเงียบเสียงไป ท่านจะเมตตาตักเตือนให้ อย่างเบา คือโยนดินสอ หรือหนังสือไปสะกิด และก็มีบ้างที่ท่านต้องเมตตาหนักเป็นกรณีพิเศษ คือสะกิดด้วยกระโถนบิน พระเณรที่ย่อหย่อนจากความเพียร อุตสาหะ วิริยะ ต่างหัวปูด หัวโน ไปตามกัน
แม่แต่ชาวบ้านที่พ้นวัยเด็กมานาน หากมาส่งเสียงดังในบริเวณวัดอย่างเบาครูลบาชุ่มท่านจะแค่ตวาด และอย่างหนักหน่อยอาจจะโดนท่านยิงด้วยหนังสติ้ก แล้วท่านก็ยิงได้แม่นยำอย่างยิ่ง โดยเล็งที่ขาหรือหลัง พอให้รู้ตัว
สมัยนั้น ถ้าใครคิดจะให้ลูกหลานมาบวชที่วัดของหลวงปู่ครูบาชุ่ม ต้องยกให้เป็นลูกของท่านเลย เพราะท่านจะอบรมสั่งสอนเต็มที่ แม้แต่เฆี่ยนตีบ้าง พ่อแม่จะต้องยอมรับได้ เพราะท่านจะบอกไว้ก่อนว่าห้ามมาโกรธกัน หากท่านต้องทำโทษเฆี่ยนตีลูก ๆ ในทางธรรมของท่านด้วยความปรารถนาดี
เด็กบางคนทางบ้านได้ส่งให้มาเป็นขโยม (ลูกศิษย์วัด) รอบวช โดยให้หลวงปู่ครูบาชุ่มอบรมบ่มนิสัยไปด้วย ขโยมรายนี้โดนกระโถนเข้าไปครั้งเดียวเพราะทำผิด ถึงกับโดดหน้าต่างหนีออกจากวัดมาตอนกลางคืนแทบไม่ทันทีเดียวทางบ้านขอร้อง ให้กลับไปอยู่วัดต่ออย่างไร ขโยมน้อยรายนี้ก็ยืนกรานไม่ไปเด็ดขาด ด้วยเห็นว่าหลวงปู่ชุ่มดุมาก
ก็คงจะเป็นเรื่องจริต วาสนา และความเกี่ยวเนื่องที่ยากจะอธิบายศิษย์อาจารย์บางคน หากไม่มีวาสนเกี่ยวเนื่องกัน ไม่เคยสอรนสั่งกันมาก่อน ต่อให้ทั้งศิษย์หรืออาจารย์คู่นั้นจะเก่งกล้าขนาดไหน ก็ไม่อาจเป็น คู่ปรับ เปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้บรรลุถึงมรรคผลอันควรได้

สายสัมพันธ์ศิษย์ - อาจารย์
ลูกศิษย์สายตรงของครูบาชุ่ม ในปัจจุบันพอจะกล่าวถึงได้ดังนี้
1. หลวงพ่อทองใบ โชติปัญโญ เจ้าอาวาสวัดหรหมวนารามหรืออดีต ครูทองใบ สายพรหมมา เป็นศิษย์ได้รับอนุญาตให้สร้างเหรียญครูบาเจ้าชุ่มรุ่นแรกปี พ.ศ. 2517
2. พระอาจารย์หมื่อน ญาณเมธี วัดพรหมวนาราม นอกจากเป็นศิษย์แล้วท่านยังเป็นหลานแท้ ๆ ของครูบาเจ้าชุ่ม คือตุ๊ลุงหมื่นเป็นบุตรของแม่อุ้ยแก้ว พี่สาวร่วมอุทรของครูบาเจ้าชุ่ม ตุ๊หมื่นได้เก็บรักษาเครื่องระลึกถึงครูบาเจ้าชุ่มไว้หลายอย่าง เช่นภาพถ่ายเก่าๆ ดาบ เล็บ และอัฐิ
3. พ่อหนานปัน จินา เป็น ศิษย์ที่มีความสนใจในด้านวิชาอาคมขลังและพิธีกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะศาสตร์ในเรื่องตะกรุดซึ่งท่านได้รับการถ่ายทอดจากครูบาเจ้าชุ่มมาพอ สมควร ปัจจุบันท่านเป็นผู้อาวุโสของหมู่บ้าน
4. พ่ออุ้ยตุ่น หน่อใจ เป็นศิษย์ที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่สองอย่างคือปลงเกศาให้ครูบาเจ้าชุ่ม และช่วยสร้างพระผงให้ท่าน
5. พ่อหนานทอง ปัญญารักษา อายุ 68 ปี เป็นศิษย์อีกท่านที่ปัจจุบันทำหน้าที่ ปู่จารย์ เจ้าพิธีประจำวัดชัยมงคล(วังมุย) พีอหนานทองเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพิธีพุทธาภิเษกรูปเหมือนหลวงปู่ชุ่ม เมื่อ พ.ศ. 2520
6. พ่อหนานบาล อินโม่ง เป็นศิษย์ที่เคยติดตามครูบาเจ้าชุ่มไปธุดงค์ตามสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง
7. คุณลุงเสมอ บรรจง ชมรมพระตลาดบุญอยู่ เป็นผู้มีส่วนร่วมสร้างวัตถุมงคลของครูบาเจ้าชุ่ม
8. พ่อเลื่อน กันธิโน เป็นศิษย์ที่ติดตามอุปัฏฐากครูบาเจ้าชุ่มไปในที่ต่าง ๆ จนถึงวินาทีสุดท้ายที่ท่านไปมรณภาพที่กรุงเทพฯ
9. อุ๊ยหมื่น สุมณะ (เพิ่ง เสียชีวิตในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2549 ด้วยวัย 101 ปี) เป็นศิษย์อาวุโส ซึ่งมีวัยวุฒิน้อยกว่าครูบาเจ้าชุ่ม 10 ปี เป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับประวัติการสร้างวัดใหม่
10. อุ๊ยหนานทอง (เสียชีวิตแล้ว) เป็นลูกศิษย์ของครูบาเจ้าชุ่ม แล้วยังเป็นประติมากรผู้รังสรรค์พระรูปเหมือนครูบาเจ้าศรีวิชัย ในขณะที่ท่านรักษาตัวอยู่ ณ วัดจามเทวี ก่อนที่ท่านจะไปมรณภาพที่วัดบ้านปาง
อุ้ยหนานทองเป็นคนบ้านริมปิง อ.เมือง จ.ลำพูน ท่านได้พบกับครูบาชุ่มตั้งแต่อายุ 15 ปี ตอนนั้นหลวงครูบาชุ่มจาริกไปถึงบ้านริมปิง บ้านเดิมของอุ้ยหนานทอง หนุ่มน้อยได้บังเกิดความเคารพศรัทธาครูบาชุ่มจนขอติดตามกลับมาที่วัดวังมุ ยด้วย ครูบาชุ่มก็เมตตาพามา และจัดการบวชให้เป็นสามเณรที่วัดเก่า (วัดศรีสองเมือง) ต่อมาเมื่ออายุหนานทองอายุครบ 20 ปี หลวงปู่ครูบาชุ่มก็ได้จัดการอุปสมบทให้เป็นพระภิกษุที่วัดใหม่ คือวัดชัยมงคล (วังมุย)
ช่วงที่บวชเป็นสามเณร สามเณรทองได้เป็นลูกมือช่วยสร้างพระที่วัดมหาวัด จึงได้นำประสบการณืและวิฃาความรู้ครั้งนั้น มาใช้ในงานปั้นพระประธานไว้ในโบสถ์วัดเก่า จำนวน 3 องค์ ขนาดเท่าคนจริง แต่หลังจากวัดเก่าได้ถูกทิ้งร้าง พระประธานทั้ง 3 องค์ ที่สามเณรทองปั้นไว้ ก็หายสาบสูญไป
พอครูบาชุ่มได้มาดำเนินการสร้างวัดใหม่ คือวัดชัยมงคล (วังมุย) ท่านก็ได้มอบหมายให้อุ้ยหนานทองรับหน้าที่ปั้นพระประธาน และพระขนาดเล็กอีกเป็นจำนวนมาก
11. หลวงพ่อบุญรัตน์ กนฺตจาโร เจ้าอาวาสวัดโขงขาว จ.เชียงใหม่
หลวงพ่อบุญรัตน์ ได้พบหลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่มครั้งแรกในระหว่างที่ทั้งคู่ต่างอยู่ในระหว่าง ธุดงค์หลีกเร้นเพื่อบำเพ็ญสมณธรรมตามป่าเขา ขอยกความตอนหนึ่ง จากเนื้อหาประวัติของหลวงพ่อบุญรัตน์ ที่นิตยสารโลกทิพย์ จัดพิมพ์
"หลวงพ่อบุญรัตน์ กนฺตจาโร มีโอกาสได้พบและน้อมรับอุบายธรรมปฏิบัติจากหลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก ในครั้งแรกนั้นก็ด้วยครั้งที่ติดตามหลวงพ่อชื่อนออกธุดงค์ ซึ่งได้ไปพักปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดร้างในป่าสวนหลวงนั่นแหละ คือวันหนึ่ง หลวงปู่ครูบาชุ่มท่านได้เดินทางมาเยี่ยมหลวงพ่อชื่นลูกศิษย์ของท่าน ที่มาพักจำพรรษาอยู่ที่วัดร้างในป่าสวนหลวง หลวงปู่ครูบาชุ่มท่านเดินกางร่มสีแดงมาด้วย เห็นแต่ไกล สมัยนั้นร่มสีแดง พอมาถึงที่วัดร้างแล้ว หลวงปู่ครูบาชุ่มท่านก็นั่งพักสนทนาถามทุกข์สุขกับหลวงพ่อชื่น หลวงพ่อบุญรัตน์ได้เห็นลักษณะอัดงดงามยิ้มแย้มแจ่มใสของหลวงปู่ครูบาชุ่มว่า ท่านมีเมตตาดีก็เข้าไปนมัสการท่าน หลวงปู่ครูบาชุ่มท่านยิ้มรับ สอบถามได้ความว่า หลวงพ่อบุญรัตน์ก็มีความสนใจในการปฏิบัติธรรม และได้เคยออกธุดงค์บำเพ็ญสมาธิ เจริญพระกรรมฐาน จึงกว่าวว่า
"เออดีแล้ว ดีแล้ว ได้มาบวช โอ้โฮ เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว ให้ปฏิบัติธรรมเข้านะ จะได้เป็นบุญที่จะติดตัวเราไปข้างหน้าเนาะ อันอื่นน่ะเอาไปไม่ได้เนาะ มีเงินมีทองมีสมบัติพัสถานก็เอาไปไม่ได้ จะเอาไปได้ก็เป็นบุญเป็นกุศลนี่แหละที่จะเป็นเงาติดตามตัวเราไป ให้หมั่นหาเข้านะ พุทโธก็ได้ อะไรก็ได้ ให้นึกถึงสังขาร ให้ปลงสังขารมันเสีย ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอนมันเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทุกขังก็เป็นทุกข์ อนัตตาก็ใช่ตนใช่ตัว เราเกิดมาในครั้งนี้ เรามีเพียงแต่คนเดียวกลับไปก็กลับคนเดียว เราจะชวนคนอื่นกลับไม่ได้ ร่างกายของเรานี่ไม่ใช่ของเรานะ ใช่ของเราไหม?"
หลวงพ่อบุญรัตน์ถามว่า "เป็นยังไงครับหลวงปู่ ไม่ใช่ร่างกายของเรา"
หลวงปู่ครูบาชุ่มท่านยิ้มและบอกว่า "ไม่ใช่ ถ้ามันเป็นของเรา มันคงไม่ปวด บอกว่า อย่าไปวดนะ มันก็คงไม่ปวด อย่าไปเจ็บนะ มันก็คงไม่เจ็บ แล้วทำไมมันปวด มันเจ็บ ทีนี้หลวงปู่ก็เหมือนกัน ตาก็ไม่สว่าง ต้องใส่แว่นตาดูหนังสือ ถ้ามันเป็นของหลวงปู่ หลวงปู่ก็จะบอกกับมันว่า ตานะ อย่าไปเสียนะ ก็คงจะดีนะคงไม่ต้องใช้แว่นตา ผมที่บนศรีษะ บนหัวนี่นะ ทำไมมันหงอกนะ หลวงปู่ครูบาชุ่มพูดพลางหัวเราะ พลางชี้ไปที่ศรีษะของท่าน"
"ถ้าเป็นผมของหลวงปู่แล้วมันคงไม่หงอกแน่นอน ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน หายึดสิ่งใดในโลกนี้ไม่มี นอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีลธรรม กรรมฐานเท่านั้นที่จะติดตามตัวเราไปข้างหน้า ไม่เสียเวลาเกิด ถ้าเราเกิดมาเราบวช เราประพฤติปฏิบัติ โอ้โฮ เป็นบุญเป็นกุศลของเรา มาบวชนี่จะไปหวังอะไร ? ให้หวังบุญหวังกุศลเท่านั้น

ผลของการปฏิบัติ
ครู บาชุ่มท่านเป็นพระผู้ทรงศัลาจารวัตร และมุ่มมั่นในการปฏิบัติอย่างแรงกล้า ครั้งหนึ่งท่านนั่งสมาธิอยู่ในพระวิหารที่วัดวังมุย ได้เกิดมีเปลวไฟฉายโชนออกจากร่างกายของท่าน แลดูสว่างไสว มีผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นเห็นเหตุการณ์หลายคน พ่อหนานปัน ก็เป็นหนึ่งในนั้น ได้เห็นไฟลุกโพลนขึ้นท่วมร่างของครูบาชุ่ม จากนั้นเปลวไปได้เคลื่อนออกจากกาย ตรงขึ้นไปที่ปล่องด้านข้างของพระวิหาร พอครูบาชุ่มคลายออกจากสมาธิ ลูกศิษย์ที่เป็นห่วงได้รีบเข้าไปถามว่า ครูบาเจ้าเป็นอะไรไปหรือเปล่า ทำไมไฟลุกขึ้นมา ท่านได้เมตตาบอกว่า เป็นเพราะผลของการปฏิบัติ

ข้อมูลอ้างอิงจาก : palungjit.com

Top