ประวัติ พระพิศาลศาสนกิจ (หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล) - วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร บ้านจรัส ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์

พระพิศาลศาสนกิจ (หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล)

ประวัติ วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร บ้านจรัส ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์

 

พระพิศาลศาสนกิจ  (หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล)   วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร  บ้านจรัส ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์

ประวัติและปฏิปทา 
พระพิศาลศาสนกิจ 
(หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล) 

วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร 
บ้านจรัส ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ 


๏ การอุปสมบท 

หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล มีนามเดิมว่า นายเยื้อน หฤทัยถาวร เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๕ ณ บ้านระไซร์ ต.นาดี อ.เมือง จ.สุรินทร์ โยมบิดาชื่อ นายมอญ หฤทัยถาวร และโยมมารดาชื่อ นางฮิต หฤทัยถาวร มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๙ คน ท่านเป็นบุตรคนแรก 

เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๕ ณ พัทธสีมาวัดบูรพาราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยมี พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระรัตนากรวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ฝ่ายธรรมยุต) และเจ้าอาวาสวัดบูรพาราม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสถิตยสารคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิมลสีลคุณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ขนฺติพโล” อันมีความหมายเป็นมงคลว่า “ผู้มีความอดทน”

ท่านจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนบ้านระไซร์ ต.นาดี อ.เมือง จ.สุรินทร์ 


๏ ฝึกอบรมและศึกษาดูงาน 

ศึกษาธรรมและปฏิบัติภาวนาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๕ เริ่มในวันแรกที่บวช โดยศึกษากับหลวงปู่ดุลย์ ซึ่งท่านได้สอบจิตทำความสงบ สามารถปฏิบัติภาวนาได้รวดเร็วมีจิตสงบนิ่ง หลวงปู่ดุลย์จึงได้สนับสนุนให้ปฏิบัติธรรม โดยท่านกล่าวว่า “จิตเข้าสู่โลกุตรธรรมแล้ว ไม่ต้องเรียนหนังสือ ให้ปฏิบัติธรรมต่อไป” ต่อมาท่านได้ฝากให้เข้ารับการศึกษาอบรมข้อวัตรปฏิบัติกับ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๖ ได้อยู่ฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐานกับองค์หลวงตามหาบัวจนถึงปี พ.ศ.๒๕๑๘

ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๘-๒๕๑๙ เขมรแดงได้เข้ายึดครองประเทศกัมพูชา ทหารเขมรแดงได้เข่นฆ่าประชาชนฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามแตกกระเจิงรุกล้ำเข้ามายังเขตแดนของประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ฝ่ายกองกำลังผู้ก่อการร้ายในประเทศไทยเอง ก็สู้รบกับกำลังทหาร ตำรวจไทยอย่างดุเดือดรุนแรง โดยเฉพาะตามแนวตะเข็บชายแดน สาเหตุจากการขัดแย้งด้านการเมือง 

ฝ่ายทหารไทยโดยกองทัพภาคที่ ๒ ค่ายสุรนารีต้องการได้พระภิกษุมาปลอบขวัญทหารที่ทำการสู้รบ จึงทูลขอจาก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อให้พระมาอยู่ประจำกับค่ายทหารที่ชายแดนใน โครงการ “พระสงฆ์นำการทหารเพื่อความมั่นคง” 

สมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงมีพระบัญชาให้ทหารไปขอพระภิกษุจากพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ โดยตรง ในฐานะที่ท่านเองก็อยู่ในท้องถิ่นนั้นอยู่แล้ว หลวงปู่ดูลย์พิจารณาแล้วเห็นว่าพระที่จะไปอยู่กับทหารเห็นมีเหมาะสมเพียงองค์เดียว คือ หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล เท่านั้น จึงสั่งให้พระจากวัดพร้อมกับทหารไปนิมนต์หลวงพ่อเยื้อนซึ่งขณะยังปฏิบัติธรรมศึกษาอยู่กับองค์หลวงตามหาบัว ณ วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ทหารกับพระที่มาด้วยแจ้งต่อหลวงพ่อเยื้อนว่า หลวงปู่ดูลย์ต้องการตัวให้รีบมาด่วน หลวงพ่อเยื้อนจึงกราบลาองค์หลวงตามหาบัวเดินทางกลับสุรินทร์ 

เมื่อเข้าพบหลวงปู่ดูลย์ท่านก็บอกว่า การอบรมวิปัสสนากัมมัฏฐานเพียงพอแล้ว ให้กลับมาเผยแผ่ศาสนาใน จ.สุรินทร์ โดยมีกองทัพภาคที่ ๒ สนับสนุนสร้างสำนักสงฆ์ให้ไปจำพรรษาที่เนิน ๔๒๔ ช่องพริก ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ 

หลวงพ่อเยื้อนกราบเรียนหลวงปู่ดูลย์ว่าท่านเองปฏิบัติวิปัสสนามาน้อย พรรษาก็น้อยไม่เพียงพอกับการรับภารกิจนี้ได้ จำเป็นต้องอยู่ศึกษากับองค์หลวงตามหาบัวอีกนาน แต่หลวงปู่ดูลย์ยืนกรานให้มาช่วยทางสุรินทร์ และได้ทำหนังสือขอตัวหลวงพ่อเยื้อนจากองค์หลวงตามหาบัวในเวลาต่อมา ฝ่ายองค์หลวงตามหาบัวเมื่อได้รับหนังสือขอตัวหลวงพ่อเยื้อนกลับไป ท่านก็กล่าวว่า เสียดายไม่อยากให้กลับเลย แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อหลวงปู่ดูลย์ขอตัวมาก็ต้องให้กลับไปช่วยท่านก่อน และได้ฝากคำพูดกับหลวงพ่อเยื้อนว่า “ถ้าออกไปแล้วสู้ไม่ไหวก็กลับมา วัดป่าบ้านตาดเปิดประตูรับท่านตลอดเวลา” 

หลวงพ่อเยื้อนขัดคำสั่งหลวงปู่ไม่ได้ เมื่อทหารเอารถมารับจึงได้มาอยู่ที่เนิน ๔๒๔ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๘ เหตุการณ์ในช่วงนั้นบ้านเมืองกำลังลุกเป็นไฟ ภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และจากทหารเขมรแดงก่อความเดือดร้อนทั้งชาวไทยและชาวเขมร ชาวบ้านหนีตายถึงกับบ้านแตกสาแหรกขาด ถูกล้อมเผาหมู่บ้านต้องอพยพหนีภัยกันอย่างน่าสลดใจยิ่ง 

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๙ มีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นที่เนิน ๔๒๔ เวลาประมาณ ๐๓.๐๐ น. ถึงประมาณเที่ยงของวันรุ่งขึ้น มีกองกำลังไม่ทราบสัญชาติมาโจมตีหน่วยตระเวณชายแดนที่อยู่ห่างจากวัดประมาณ ๕๐๐ เมตร ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายคน แล้วก็มาเผาวัด เผาโรงเรียน เอาจรวจ อาร์ พี จี ยิงใส่พระพุทธรูปจนระเบิด เวลานั้นหลวงพ่อเยื้อนต้องหลบหนีเอาตัวรอด เมื่อหาที่อยู่ไม่ได้ จึงกลับไปอยู่ที่วัดบูรพาราม และจำพรรษาอยู่ที่นั่น ๑ พรรษา 

ในเวลานั้นมีผู้ไม่หวังตีต่อหลวงพ่อเยื้อน ขณะที่ท่านไปสรงน้ำให้หลวงปู่ดูลย์ ได้ลักลอบนำสีกาไปไว้ให้นอนบนเตียงในห้องหลวงพ่อเยื้อน เมื่อท่านกลับมาเข้าห้องไม่ได้จึงให้สามเณรปีนหน้าต่างไปดู พบสีกาอยู่ภายในจึงขับไล่ไปเสีย หลวงพ่อเยื้อนเกิดความสังเวชใจ จึงกราบเรียนปรึกษาหลวงปู่ดูลย์และขออนุญาตปลีกตัวออกวิเวก เมื่อได้รับอนุญาตแล้วท่านจึงออกธุดงค์ไปยังสถานที่อันสงบสงัดตามป่าเขาใน จ.กาญจนบุรี ท่านธุดงค์ด้วยเท้าไปทางด่านเจดีย์สามองค์ จนผ่านด่านลึกเข้าไปในเขตแดนกะเหรี่ยง ถูกทหารกะเหรี่ยงจับไปคุมขังไว้ ๔ วัน เนื่องจากคิดว่าเป็นสายลับของทหารพม่า ต่อมาทหารกะเหรี่ยงสอบสวนแน่ชัดแล้วว่าไม่ใช่ฝ่ายศัตรูจึงปล่อยตัวมา หลวงพ่อเยื้อนเดินทางกลับ แต่หลงป่าเสียอีก ๒๒ วันโดยไม่ได้ฉันอาหารเลย ฉันแต่น้ำ ครั้นหาทางออกจากป่าได้แล้ว จึงเดินทางกลับมากราบหลวงปู่ดูลย์ที่สุรินทร์ 


๏ รับงานใหญ่ สร้างวัดให้หลวงปู่ดูลย์ 

ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๒๐ หลวงปู่ดูลย์ปรารถนาจะสร้างวัดสาขาขึ้นใน อ.สนม เป็นวัดให้พระภิกษุสามเณรได้ศึกษาปฏิบัติกัมมัฏฐาน จึงมอบหมายให้หลวงพ่อเยื้อนไปสำรวจสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อดำเนินงานต่อไป เมื่อได้รับมอบหมายหลวงพ่อเยื้อนจึงนำเรื่องการสร้างวัดไปปรึกษากับแม่ชีกาญจนา บุญญลักษม์ (แม่ชีน้อย) ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐาก และเป็นศิษย์ใกล้ชิดของหลวงปู่ดูลย์คนหนึ่ง แม่ชีกาญจนาจึงมอบหมายให้บุตรชายของท่านคือ นายไพบูลย์ บุญญลักษม์ ซึ่งมีภูมิลำเนาทำการค้าอยู่ใน อ.สนม อยู่แล้วให้ช่วยสำรวจสถานที่สร้างวัด 

คณะสำรวจไปพบสถานที่แห่งหนึ่งเป็นที่สาธารณะและเป็นป่าช้าเก่ารกร้างที่ ต.บ้านโดน อ.สนม จ.สุรินทร์ จึงกราบเรียนหลวงปู่ หลวงปู่จึงสั่งให้หลวงพ่อเยื้อนไปปักกลดจำศีลภาวนาปฏิบัติธรรมในป่าช้าแห่งนั้นเพื่อเป็นการบุกเบิก 

 

 หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน นำพา “หลวงพ่อเยี้อน ขนฺติพโล” ออกรับบิณฑบาต ในงานพระราชทานเพลิงสรีระสังขารหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ณ วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน นำพา “หลวงพ่อเยี้อน ขนฺติพโล” ออกรับบิณฑบาต
ในงานพระราชทานเพลิงสรีระสังขารหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ณ วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ 

 

 

๏ วิบากกรรม 

เมื่อหลวงพ่อเยื้อนได้รับมอบหมายจากหลวงปู่ดูลย์ แล้วก็มิได้นิ่งนอนใจ เริ่มเดินทางไปอำเภอสนม และเข้าไปปักกลดปฏิบัติภาวนาในป่าช้าสาธารณะแห่งนั้นทันที คืนแรกของการอยู่กลดธุดงค์ หลังจากได้สวดมนต์ทำวัตรเย็น และภาวนาก็ปรากฏเหตุคล้ายฝัน ซึ่งฝันในทางพระพุทธศาสนา ท่านกล่าวไว้ว่าความฝันเกิดได้ ๔ ประการคือ กรรมนิมิต จิตอาวรณ์ เทพสังหรณ์ และธาตุพิการ จะด้วยอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ เหตุที่ว่ามานี้ พระอาจารย์เยื้อนได้เห็นภูมิเทวดาในชุดสีขาว ๔ องค์ ถือพานดอกไม้ธูปเทียนเข้ามากราบนมัสการและนิมนต์ให้ท่านไปอยู่ที่วัดคู่เมือง พร้อมทั้งชี้ไปรอบๆ พื้นที่ว่างเปล่า ณ ที่นั้นพร้อมกับบอกแก่ท่านว่า หากมาอยู่ที่นี่คิดจะทำกิจการสิ่งใด ก็จักสำเร็จสมความปรารถนาทุกประการ หลวงพ่อเยื้อนอยู่ปฏิบัติที่ป่าช้าสาธารณะแห่งนี้เป็นเวลา ๔ วัน จึงกลับวัดบูรพาราม 

ต้นปี พ.ศ.๒๕๒๐ อุบาสิกากาญจนาได้นิมนต์หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่สาม ท่านอาจารย์สมพร และภิกษุสงฆ์อื่นๆ อีก ๖ รูป ไปเจริญพระพุทธมนต์ทำบุญบ้านบุตรชายที่ อ.สนม และได้ถือโอกสนั้นนิมนต์หลวงปู่ดูลย์ไปดูสถานที่ป่าช้าสาธารณะแห่งนั้น เมื่อหลวงปู่ได้พิจารณาแล้วเห็นเหมาะสมที่จะสร้างวัดป่าเพื่อเป็นวัดปฏิบัติสืบต่อไปได้ตามปราถนา จึงได้ให้หลวงพ่อเยื้อนมาปฏิบัติบุกเบิกอยู่ ณ ที่นี้ต่อไป 

การมาอยู่ป่าช้าครั้งที่ ๒ นี้ หลวงพ่อเยื้อนได้ปฏิบัติกิจออกบิณฑบาต และกลับไปอยู่ภาวนาที่กลด ปรากฏว่าชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น เลื่อมใสสนใจมานมัสการ สนทนาธรรมและรับการอบรมสมาธิภาวนากับพระอาจารย์ แต่เมื่อย่างเข้าวันที่ ๑๓ ปรากฏว่าการมาอยู่ป่าช้าของพระอาจารย์เยื้อนเริ่มมีอุปสรรคขัดขวางและมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย พระอาจารย์ต้องได้รับความทุกข์จากการถูกขับไล่ให้ออกจากป่าช้านั้นด้วยการกลั่นแกล้งด้วยวิธีต่างๆ เป็นเรื่องราวใหญ่โตจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดในครั้งกระนั้น 

ท่านประสบกับการต่อต้านทั้งจากฆราวาสและพระสงฆ์ที่อยู่เดิมในอำเภอนั้น พยายามในวิธีการต่างๆ ที่จะขับไล่ไสส่งให้พระอาจารย์ฯต้องออกจากพื้นที่ป่าช้าแห่งนั้นให้ได้ และได้กระทำถึงขั้นการใส่บาตรโดยเอาข้าวผสมผงขัดหม้อ กรวดทราย และการใช้ยาสั่ง และการเผาปะรำที่ชาวบ้านผู้ศรัทธาสร้างถวายให้อยู่ เป็นต้น เรื่องได้ลุกลามถึงขั้นที่เจ้าหน้าที่ทางบ้านเมืองต้องเข้ามาเกี่ยวข้องสืบสวนประชุมชาวบ้านเพื่อให้ลงมติว่าจะให้ท่านอาจารย์ฯออกจากป่าช้าหรือให้อยู่ เมื่อมีการประชุมออกเสียงของชาวหมู่บ้านต่างๆ แล้ว ปรากฏว่าพวกศรัทธาประมาณ ๖๐๐ คน ขอให้อยู่ต่อไป พวกต่อต้านมีประมาณ ๒๐๐ คน จึงยอม แต่ก็ไม่ยุติเรื่องเพียงเลี่ยงมาใช้การปลุกปั่นยุยงโดยการกระจายเสียงไม่ให้ชาวบ้านทำบุญใส่บาตรและไม่ให้คบค้าและซื้อสินค้าจากบุตรชายของแม่ชีกาญจนา อีกคนหนึ่งด้วย 

การขัดขวางรุนแรงขึ้นถึงขั้นเอาชีวิตกันทีเดียว โดยที่คืนวันหนึ่งเวลาดึกสงัดขณะที่พระอาจารย์เยื้อนกำลังนั่งภาวนาอยู่ในกลดได้มีชาวบ้านเอาอิฐ หิน มาระดมขว้างปาเข้าใส่กลดที่พระอาจารย์กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่อย่างหนัก ซึ่งถ้าเป็นบุคคลธรรมดาแล้วคงจะมีชีวิตอยู่ได้ยาก รุ่งเช้าชาวบ้านที่ต่อต้านท่านได้ออกเที่ยวไปปล่อยข่าวว่าพระป่าตายแล้ว ชาวบ้านที่ศรัทธาในตัวพระอาจารย์พากันเศร้าเสียใจ และเดินทางจะไปเยี่ยมศพ แต่กลับปรากฏว่าท่านยังมีชีวิตอยู่เหตุการณ์ครั้งนั้นท่านก็มิได้เอาเรื่องด้วยถือว่าเป็นกรรมี่ได้เคยร่วมทำกันมา 

เมื่อเอาชีวิตพระป่าไม่ได้ ฝ่ายต่อต้านก็เปลี่ยนใช้วิธีใหม่ที่เหมาะสมกับเหตุการณ์ตอนนั้น ด้วยการออกบัตรสนเท่ห์กล่าวหาว่าพระอาจารย์เป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งขณะนั้นสถานการณ์ก่อการร้ายและการขยายงานของพรรคคอมมิวนิสต์ ยังดำเนินการอยู่กว้างขวาง พื้นที่อำเภอสนม ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่สีชมพู คือเป็นพื้นที่ที่มีคอมมิวนิสต์ดำเนินงานมวลชนอยู่มาก กล่าวหาว่าเป็นพระอวดอุตริมนุสธรรม ทำตนเป็นพระวิเศษ มีเรื่องชู้สาว เป็นต้น เรื่องต่างๆ เหล่านี้ พระอาจารย์เยื้อนได้เล่าถวายหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ผู้เป็นอาจารย์ด้วยตนเอง ซึ่งท่านได้กล่าวว่า “คนเรามีกัมมัฏฐานดีอยู่แล้ว อยู่ป่าช้าก็ดี ตายแล้วไม่ต้องไปหาที่ฝังที่ไหนอีก และให้มันรู้ไปว่าคนดีจะอยู่ที่นี่ไม่ได้” คำกล่าวเพียงนี้ได้สร้างพลังใจและความอดทนให้แก่พระอาจารย์เพิ่มยิ่งขึ้นอีก เพื่อปลดเปลื้องกรรมที่มีและรอผลตอบแทนจากความสำเร็จซึ่งมิใช่สำเร็จประโยชน์แก่หลวงพ่อเยื้อนเอง เมื่อสามารถเผชิญต่อวิบากและอุปสรรคทั้งหลายได้อย่างไม่หวั่นไหวในฐานะพระป่าแล้ว ปรากฏผลคือสามารถสร้างวัดได้สำเร็จสมปรารถนาของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่านเอง คือ มีวัดสาขาอยู่ใน อ.สนม ซึ่งเป็นความหมายที่ยิ่งใหญ่แก่หลวงพ่อเยื้อน 

หลังจากได้ตั้งปณิธานอันแน่วแน่เช่นนั้นแล้ว หลวงพ่อเยื้อนก็ได้ยืนหยัดอยู่ปฏิบัติธรรมที่นั่นสืบไป อย่างไม่ย่อท้อหรือหวั่นไหวต่อเหตุที่จะเกิด ครั้งหนึ่งท่านฉันอาหารโดนยาสั่ง ทำให้อาเจียนและล้มป่วยเกือบเอาชีวิตไม่รอด จนถึงหลวงปู่ดูลย์เมตตาเดินทางมาดูแลอยู่ด้วย ๒ วัน หลังจากหายป่วยแล้ว ชาวบ้านผู้ต่อต้านยังคงดำเนินการฟ้องร้องทางการการว่าท่านเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาสอบสวน ซึ่งมีแม่ทัพภาค ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ในขณะนั้น และ พ.อ.ชาญ ทองดี ทราบข้อเท็จจริงแล้ว กลับนิเยมเลื่อมใสในพระอาจารย์เยื้อน จึงเห็นเหตุชาวบ้านจะก่อเหตุเผาปะรำ ศาลาน้อยของท่าน แต่นายปัญญา บุญญลักษม์ ได้เข้าขัดขวางไว้ได้ 

เรื่องที่น่าแปลกคือกลุ่มชาวบ้านที่ร่วมกับพวกต่อต้านหาได้รู้จักพระอาจารย์เยื้อนโดยส่วนตัวไม่ ทั้งยังไม่เคยเห็นว่าพระป่ารูปร่างเป็นอย่างไร การที่เข้าร่วมต่อต้านด้วยก็เป็นไปเพราะแรงยุเท่านั้น จะเห็นได้จากครั้งหนึ่งชาวบ้านประชุมวางแผนจะขับพระป่าออกไป โดยชาวบ้านรวมตัวกันได้ประมาณ ๑,๐๐๐ คน และมีชาวบ้านขบวนหนึ่งได้พบท่าน ซึ่งขณะนั้นพระอาจารย์กำลังจะเดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่ดูลย์ แต่ก็เกิดเปลี่ยนใจไม่ไป ชาวบ้านเหล่านั้นได้ชวนท่านให้ร่วมเดินทางไปด้วยเพื่อขับไล่พระป่า เพราะตั้งแต่พระป่ามาอยู่เป็นเหตุให้คนไม่ทำงาน มัวแต่จับกลุ่มคุยฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อถามว่าเคยเห็นพระป่าองค์นั้นไหม ก็ได้คำตอบว่า “ไม่เคยเห็น” 

ท่านเดินทางตามชาวบ้านกลุ่มนั้นไป แต่แล้วก็ได้เดินแยกไปอีกทางหนึ่ง พบชาวบ้านระดับหัวหน้ากลุ่มกำลังประชุมวางแผนกันอยู่ พระอาจารย์จึงยืนฟังแผนการที่ชาวบ้านพวกนั้นจะเดินขบวนขับไล่ หากครั้งนี้ทำไม่ได้ผลก็จะบุกเข้าจับมัดเอาตัวไปทิ้งให้ห่างไกลและหากกลับมาอีก ก็จะฆ่าทิ้งเสียให้สิ้นเรื่อง เมื่อชาวบ้านปรึกษาหารือกันแล้ว ท่านจึงได้ออกจากที่ที่ยืนซุ่มอยู่ และถามว่า “ทำไมไม่ไปคุยกันในป่าช้า” พวกชาวบ้านบ้านเหล่านั้นคาดไม่ถึงว่าจะพบหลวงพ่อในลักษณะนั้น ก็พากันตกใจรีบแยกย้ายหนีกลับบ้าน 

เมื่อกลับมาถึงป่าช้า ท่านก็ได้ชี้แจงต่อชาวบ้านที่เดินขบวนมาถึงว่า เมื่อท่านมาที่นี่เอง และโยมพากันมาขับไล่ด้วยความไม่เข้าใจ ตัวท่านก็จะขออยู่ต่อไปก่อนเพื่อชี้แจงให้หายข้องใจแล้วจึงจะออกไป เมื่อมาเองได้ก็ออกไปเองได้ ไม่ต้องมาขับไล่ แม้จะพยายามชี้แจงอย่างไร ฝ่ายต่อต้านพระป่าก็ไม่ยอมฟัง กลับพากันเผาศาลาปะรำที่อาศัยจนท่านต้องย้ายที่อยู่ใหม่ แต่นั่นยังไม่พอเพียง ได้ส่งคนมายืนด่าเช้าด่าเย็นทุกวัน ร้อนถึงนายลิ้ม นวลตา ต้องนำเรื่องไปกราบเรียนต่อ พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ ซึ่งท่านได้มาขอร้องให้หลวงพ่อเยื้อนออกจากป่าช้าแห่งนั้นเถิด เพราะเกรงว่าอันตรายจะเกิดขึ้นกับหลวงพ่อ ในที่สุดนายอำเภอต้องรับหน้าที่เข้ามาไกล่เกลี่ย ความขัดแย้งนั้นด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อออมชอม และนำมาซึ่งสันติสุขและความสงบเรื่องราวทั้งหลายในอำเภอนี้ 

 

พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ

พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ 

 

๏ พ้นวิบากกกรรม วัดป่าฯ เกิด 

คงจะเป็นเพราะเคราะห์และวิบากกรรมต่างๆ ของหลวงพ่อเยื้อนจะถึงที่สุด จึงเป็นผลให้ชาวบ้านที่ศรัทธาในพระอาจารย์ที่มีจำนวนมากพอสมควร โดยการนำของนายปัญญา บุญญลักษม์ ได้พร้อมใจกันตกลงซื้อที่ดินจำนวน ๒๕ ไร่ ในราคา ๖๕,๐๐๐ บาท จากนางถาวร อึ้งพานิช และถวายเพื่อสร้างวัด โดยให้ชื่อว่า “วัดป่าบุญญลักษม์” ทั้งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ของตระกูลบุญญลักษม์ ที่มีความศรัทธาปสาทะในพระบวรพุทธศาสนา และเพื่อเป็นมงคลนามตามที่หลวงปู่ดูลย์มอบไว้ในครั้งเริ่มแรกสร้างวัด หลวงปู่ได้ให้รื้อศาลาหลังเก่าจากวัดบูรพารามมาสร้างไว้เป็นศาลาไม้ และท่านได้เคยมาพำนักอยู่ที่วัดนี้เป็นประจำ กุฏิที่ศิษย์สร้างถวายหลวงปู่ ปัจจุบันได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี บริเวณวัดครั้งกระนั้นยังลุ่มๆ ดอนๆ แห้งแล้ง แต่ก็ด้วยบุญบารมีของหลวงปู่ดูลย์ ที่แม้จะทิ้งสังขารขันธ์แล้วก็ยังตามมาเกื้อหนุนวัดที่ดำริสร้าง จึงทำให้มีผู้สนใจวัดป่าแห่งนี้ กล่าวคือ ในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ที่วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ ในปี พ.ศ.๒๕๒๘ หลวงพ่อเยื้อนได้มีโอกาสพบคุณพเยีย พนมวัน ณ อยุธยา ผู้นับถือในองค์หลวงปู่กับพวก ได้เดินทางขึ้นมาร่วมงานบำเพ็ญกุศลถวายหลวงปู่ เกิดความสนใจและได้ขอไปดูวัดป่าฯ ของหลวงปู่ เมื่อมาเห็นสภาพดังกล่าว ก็ให้มีจิตคิดจะบำรุง จึงได้นำญาติมิตรมาร่วมกับปรับพื้นที่ และเริ่มปลูกสร้างถาวรวัตถุ โดยเฉพาะที่สำคัญคือ ศาลาอเนกประสงค์หลังปัจจุบันที่สร้างแทนศาลาไม้ที่ผุพังเหลือกำลังที่จะซ่อมแซมได้แล้ว นอกจากนี้ทางวัดยังประสบปัญหาความกันดารขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำกิน น้ำใช้ คณะญาติมิตร ผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมเป็นกำลังขุดสระน้ำ สร้างถังเก็บน้ำฝนถวาย และเดินทางสายไฟฟ้าเข้าใช้ในวัดด้วย 

เนื่องจากศรัทธาที่หลั่งไหลจากญาติโยมทั้งใกล้ไกลมาช่วยทำนุบำรุงก่อสร้างเสนาสนะเพิ่มเติม ชั่วระยะเวลา ๑๐ ปี จึงทำให้ปัจจุบันวัดมีถาวรวัตถุหลายสิ่งเพยงพอแก่การอยู่ใช้ เช่น ศาลาอเนกประสงค์ ขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๔ เมตร ๑ หลัง เป็นที่ประกอบศาสนกิจต่างๆ หากได้ฝังลูกนิมิตและผูกพัทธสีมาเสร็จแล้ว ก็จะใช้เป็นอุโบสถเพื่อให้สงฆ์ได้ลงทำสังฆกรรมได้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติต่อไป เพราะปัจจุบันวัดนี้ก็ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้ว เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๑ โดยมีนางพงส์ สารสิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามสนองพระราชโองการ 

นอกจากนั้นมีกุฏิพระ ๙ หลัง กุฏิชี ๖ หลัง และที่พักของผู้มาปฏิบัติธรรม ๑ หลัง ยังขาดแต่โรงครัว บริเวณรอบนอกมีกำแพงคอนกรีตล้อมรอบ ภายในมีต้นกะถินณรงค์ปลูกไว้พอเป็นร่มเงาให้ความร่มรื่นได้พอสมควร 


๏ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา 

พ.ศ.๒๕๒๖ เผยแผ่พุทธศาสนา-ปฏิบัติธรรม ณ กรุงบอน ประเทศเยอรมัน 

พ.ศ.๒๕๒๗ ธุดงค์เผยแผ่พุทธศาสนา ปฏิบัติธรรมพร้อมคณะพระสังฆราช ณ ประเทศเนปาล 

พ.ศ.๒๕๔๙ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในพระราชทินนามที่ พระพิศาลศาสนกิจ 

พ.ศ.๒๕๕๐ เป็น ๑ ใน ๕ ของผู้ได้รับรางวัลผู้บำเพ็ญประโยชน์ในการพัฒนาจิตประจำปี พ.ศ.๒๕๕๐ ของสภาชาวพุทธและมูลนิธิโลกทิพย์

 

รวบรวมและคัดลอกเนื้อหามาจาก ::
เว็บไซต์ http://watkaosala.page.tl

แหล่งที่มา นำมาจากเว็บธรรมจักร www.dhammajak.net

 

Top