ประวัติ หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม

ประวัติ หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม

บทความพระเครื่อง เขียนโดย Aunyamanee

Aunyamanee
ผู้เขียน
บทความ : ประวัติ หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม
จำนวนชม : 179
เขียนเมื่อวันที่ : พ. - 19 เม.ย. 2560 - 23:47.41
(คลิ๊กที่ชื่อผู้เขียนผู้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เขียน)

ประวัติ หลวงพ่อเต๋ คงทอง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ประวัติ หลวงพ่อเต๋ คงทอง

 

หลวงพ่อเต๋ คงทอง แห่งวัดสามง่าม นครปฐม พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือถึงความสามารถในการสร้างตุ๊กตาทอง หรือที่ทุกวันนี้เรานิยมเรียกกันว่า “กุมารทอง” ที่มีฤทธิ์มากเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ที่บูชามานักต่อนักแล้ว โดยเฉพาะในหมู่ชาวจีนฮ่องกงที่สะสมวัตถุมงคลแล้ว หลวงพ่อเต๋เป็นพระเกจิ 1ใน 3 รูป ที่คนฮ่องกงให้ความเคารพนับถือสูงที่สุด อันได้แก่ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส และหลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม เพราะผู้ที่บูชามักจะได้พบเห็นประสบการณ์เหนือคำอธิบาย และต่างรับรู้ได้ถึงพลังพิเศษที่คอยปกปักรักษาคุ้มภัย หรือ ทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์ต่างๆตามที่ผู้บูชาอธิษฐาน

แต่สำหรับชาวนครปฐมแล้ว โดยเฉพาะชาวบ้านที่มีบ้านเรือนในละแวกวัดสามง่าม จะทราบเป็นอย่างดีว่า หลวงพ่อเต๋คือพระสงฆ์ที่ควรค่าแก่ความเคารพศรัทธาและกราบไหว้อย่างแท้จริง เนื่องจากเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ชาวบ้านต่างได้เห็นวัตรปฏิบัติของท่านที่เปี่ยมด้วยความเมตตาปราณีทั้งกับคนและสัตว์ และยังได้รับความกรุณาจากพระเดชพระคุณท่านตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่และยังประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน ดังปรากฎเป็นถาวรวัตถุมากมายภายในวัดและบริเวณใกล้เคียง อาทิโรงเรียน โรงพยาบาล วัด รวมไปถึงสถานที่ราชการต่างๆ ทำให้ชาวบ้านได้เข้าถึงการศึกษาและการสาธารณสุขที่ดีดังเช่นในท้องถิ่นที่เจริญแล้วอื่นๆ ดังนั้นจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ชนรุ่นหลังจะได้ทราบถึงประวัติชีวิตของท่าน เพื่อเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตที่ดีงามต่อไป

ชีวิตในวัยเด็ก

หลวงพ่อเต๋ คงทอง เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2434  ถ้านับตามจันทร์คติ คือ วันจันทร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 7 ปีเถาะ ซึ่งตรงกับประมาณกลางรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านเกิดในครอบครัวที่มีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอดอนตูม ประกอบไปด้วย โยมบิดา มารดา และ พี่น้องอีก 7 คน มีชาย 3 คน หญิง 4 คน โดยท่านเป็นบุตรคนที่ 5 ของครอบครัว

ในวันหนึ่งเมื่อท่านอายุได้ 7 ปี (พ.ศ.2441) หลวงลุงแดงซึ่งบวชเป็นพระอยู่ที่วัดกาหลง จังหวัดสมุทรสาคร และเป็นลุงแท้ๆของหลวงพ่อเต๋ได้มาเยี่ยมครอบครัวของท่านที่บ้านสามง่าม หรืออำเภอสามง่ามในปัจจุบัน หลวงลุงแดงได้ชวนให้หลวงพ่อเต๋เมื่อวัยเยาว์นั้นไปอยู่ที่วัดกาหลงด้วยกัน เพื่อได้เล่าเรียนเขียนอ่าน ท่านจึงได้ตามไปอยู่กับหลวงลุงแดงเป็นเวลาประมาณ 3 ปี ในระหว่างนั้นหลวงพ่อเต๋ได้ศึกษาเล่าเรียนจนสามารถเขียนอ่านได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงได้ศึกษาธรรม และมนต์วิชาไปด้วยพร้อมๆกัน เนื่องจากหลวงลุงแดงเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในพุทธาคมและมีชื่อเสียงทางด้านเมตตามหานิยม และคงกระพันชาตรีมากรูปหนึ่งในสมัยนั้น

หลังจาก 3 ปีนั้นท่านก็ได้กลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้ง หลวงลุงแดงได้ชวนหลวงพ่อเต๋ในวัย 10 ขวบไปช่วยกันสร้างวัดขึ้นที่บ้านดอนตูม แต่ต่อมาหลวงลุงแดงเห็นว่าชัยภูมิของวัดแห่งนี้ไม่ค่อยเหมาะสมนักเพราะการเดินทางไปมามีความทุรกันดารอยู่มาก จึงได้ย้ายวัดจากที่บ้านดอนตูมมาสร้างใหม่ที่หมู่บ้านสามง่ามในปีพ.ศ. 2447 ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามวัดจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ว่า “วัดอรัญญิการาม” แต่คนทั่วไปก็ยังคงนิยมเรียกกันว่า “วัดสามง่าม”

บรรพชา

  จนกระทั่งปี พ.ศ. 2449 ท่านมีอายุ 15 ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่กับหลวงลุงแดงเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และศึกษาวิชาอาคมเพิ่มเติม หลวงพ่อเต๋ได้เคยกรุณาเล่าว่า หลังจากที่ท่านบวชเป็นสามเณรแล้ว ต้องมีกิจวัตรมากขึ้น และต้องมีความสำรวมระวังมากเนื่องจากหลวงลุงแดงท่านเข้มงวดเรื่องวินัยมาก ในเรื่องของการศึกษาหลวงลุงแดงก็สอนให้หมั่นฝึกฝนอยู่แทบทุกลมหายใจ ดังที่ท่านเคยเล่าไว้ว่า “หลวงลุงแดงให้เสกไปทุกอย่าง” ซึ่งนอกจากจะเป็นการทบทวนวิชาที่ท่านได้เรียนไปแล้ว ยังเป็นการฝึกจิตให้มีสติและสมาธิอยู่เป็นนิจอีกด้วย 

จวบจน พ.ศ. 2454 หลวงพ่อเต๋มีอายุย่างเข้า 21 ปี จึงได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูอุตตรการบดี (หลวงพ่อทา)  วัดพะเนียงแตก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์เทศ วัดทุ่งผักกูด เป็นพระกรรมวาจาจารย์  และพระอธิการจอม วัดลำเหย เป็นพระอนุสาวนาจารย์  โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า คงทอง ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนเป็น คงคสุวัณโณ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคุ้นเคยกับการเอ๋ยนามท่านว่าหลวงพ่อเต๋ คงทอง มากกว่า เพียงต่อมาไม่นานหลวงลุงแดงก็ได้มรณภาพลง ซึ่งก่อนท่านจะจากไปหลวงลุงก็ได้บอกฝากวัดให้หลวงพ่อเต๋ช่วยดูแลต่อไปด้วย

เพิ่มพูนวิชา

ในช่วงแรกของชีวิต หลวงลุงแดงซึ่งนอกจากจะเป็นลุงแท้ๆแล้ว ยังเป็นครูคนสำคัญผู้ปูพื้นฐาน อบรม ขัดเกลา สร้างรากฐานที่ดีให้แก่หลวงพ่อเต๋ในการเพิ่มพูนสรรพวิชาความรู้ต่างๆของท่านในช่วงเวลาต่อมา หลังจากที่หลวงพ่อเต๋ได้บรรพชาเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านก็ได้ไปอยู่กับพระอุปัชฌาย์ของท่าน คือหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เชี่ยวชาญทางสมถกรรมฐาน ผู้คนเคารพนับถือเป็นที่เกรงกลัว เนื่องจากท่านได้ชื่อว่าเป็นพระที่ดุมากรูปหนึ่ง หลวงพ่อเต๋ได้ฝึกฝนกรรมฐาน ตลอดจนพุทธาคมต่างๆ เมื่อหลวงพ่อทาจะออกธุดงค์ก็จะให้หลวงพ่อเต๋ตามไปด้วยเสมอๆ

ต่อเมื่อสิ้นหลวงพ่อทา หลวงพ่อเต๋จึงได้ไปศึกษาหาวิชาเพิ่มเติมกับหลวงพ่อแช่ม ที่วัดตาก้อง ซึ่งอยู่ห่างจากวัดพะเนียงแตกออกไปประมาณ 4 กิโลเมตร ซึ่งที่วัดแห่งนี้ก็เป็นสำนักที่มีชื่อเสียงทางกรรมฐานอีกแห่งหนึ่ง หลวงพ่อแช่มนับได้ว่าเป็นพระอริยสงฆ์ที่มีอภิญญาสูงรูปหนึ่ง ได้เคยแสดงปาฏิหารย์เป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่สมัยท่านยังมีชีวิตอยู่ ว่ากันว่าหลวงพ่อสามารถใช้สมาธิจิตย่นย่อระยะทางได้ หรือแม้กระทั่งหยุดรถไฟหยุดเรือรบได้ เป็นต้น

พระสงฆ์ในสมัยก่อนหากอยากมีวิชาก็จะไปอาศัยอยู่ในสำนักของเกจิอาจารย์เก่งๆเป็นเวลานานๆ หรือออกธุดงค์ไปแสวงหาพระอริยสงฆ์ผู้ทรงฌาณที่อยู่ตามต่างจังหวัด หลวงพ่อเต๋ซึ่งเป็นผู้มีนิสัยใฝ่รู้ก็เช่นกัน ท่านเริ่มออกธุดงค์ระหว่าง พ.ศ. 2455 – 2472 รวมเวลากว่า 17 ปี  และได้เรียนวิชาจากครูอาจารย์อีกหลายท่าน อาทิ หลวงพ่อกอน วัดบ่อตะกั่ว  อาจารย์ซึ่งเป็นคฤหัสถ์ชาวเขมร ครูอาจารย์ทางจังหวัดพิจิตร และยังมีครูอาจารย์อีกหลายรูป ระหว่างที่ท่านเดินธุดงค์ เป็นต้น กล่าวถึงท่านอาจารย์ซึ่งเป็นคฤหัสถ์ชาวเขมรนั้น ไม่เป็นที่ปรากฎในหลักฐานว่าท่านมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร แต่ท่านถือว่าเป็นครูอาจารย์คนสำคัญอีกท่านหนึ่งซึ่งหลวงพ่อเต๋ให้ความเคารพเป็นอย่างมาก อาจารย์ท่านนี้มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในหมู่ชาวบ้านว่ามีความแก่กล้าในวิชาไสยเวทย์ เล่ากันว่าในอดีตท่านเคยเป็นแม่ทัพเขมร แต่ออกจากราชการในสมัยฝรั่งเศสเข้ามายึดครองแล้วจึงลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในรัชสมัยพระพุทธเจ้าหลวง โดยพักอาศัยอยู่ที่บริเวณเขาตะลุง จังหวัดกาญจนบุรี หลวงพ่อเต๋ได้เดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงเข้าไปพบท่านเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ และได้อยู่ศึกษาวิชาอาคมกับครูเขมรท่านนี้อยู่เป็นเวลานาน ครูเขมรท่านถึงกับได้ถวายตำราและเศียรฤษีปู่ครูให้หลวงพ่อเต๋เก็บรักษาไว้ ซึ่งหลวงพ่อเต๋ท่านได้ให้ความเคารพฤษีปู่ครูเป็นอย่างสูง และกล่าวสรรเสริญครูเขมรของท่านอยู่เป็นนิจ เมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตก็จะจัดพิธีไหว้ครูเป็นประจำทุกปีไม่ได้ขาด

พระนักพัฒนา

ภายหลังจากที่ท่านได้ออกธุดงค์ไปเป็นเวลากว่า 17 ปี ท่านได้กลับมาจำวัดที่วัดสามง่าม จนปีพ.ศ. 2475 หลวงพ่อเต๋อายุได้ 40 ปี พรรษาที่ 20 ท่านได้รับแต่งตั้งจากเจ้าคณะจังหวัดนครปฐมให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสามง่าม และในปีถัดมาท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะหมวด หรือที่ปัจจุบันเรียกว่าเจ้าคณะตำบล มีอำนาจปกครองวัดต่างๆที่ขึ้นอยู่ในเขตปกครอง

อันที่จริงแล้วหลวงพ่อเต๋เป็นพระที่มิได้มีความปรารถนาในทางยศถาบรรดาศักดิ์แม้แต่น้อย แต่ด้วยความที่ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ และมุ่งสร้างประโยชน์แก่วัดและชุมชนโดยมิเห็นแก่ความยากลำบาก ดังจะเห็นได้จากการที่ท่านนำพระและชาวบ้านเข้าป่าเพื่อไปหาไม้มาสร้างวัด สร้างโรงเรียน เนื่องจากในสมัยก่อนวัสดุในการก่อสร้างไม่ได้หาซื้อได้สะดวกเช่นทุกวันนี้ การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนจำเป็นที่จะต้องเข้าป่าเป็นเวลาแรมเดือน ผจญภยันตราย ทั้งจากสัตว์ป่าอาทิ ช้างป่า เสือ โจรผู้ร้าย โรคภัยไข้เจ็บ เพื่อให้ได้ไม้มาใช้ในการก่อสร้าง อีกทั้งท่านยังเป็นพระที่มีศีลที่งดงามเปี่ยมด้วยความเมตตาแก่ญาติโยมทุกชนชั้นวรรณะเท่าเทียมกัน จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาทั้งในหมู่สงฆ์และชาวบ้านโดยทั่วไป คณะสงฆ์จึงเห็นเหมาะที่จะถวายตำแหน่งให้ท่าน เพื่ออาศัยท่านเป็นหลักยึดเหนี่ยวและเป็นกำลังของพระพุทธศาสนาสืบไป

งานของหลวงพ่อเต๋ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ในวัดเท่านั้น ท่านเป็นผู้ที่มองการณ์ไกลเห็นความสำคัญของการศึกษา และคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน ท่านจึงได้สร้างถาวรวัตถุเพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์มากมาย อาทิ โรงเรียนประถมและมัธยม คงทองวิทยา ที่มีมาตรฐานในการสอนจนกระทั่งชาวบ้านจากจังหวัดใกล้เคียงก็ยังส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาที่นี่ อีกทั้งยังมีสถานีอนามัย สถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ ห้องสมุดประชาชน ถนน บ่อน้ำบาดาล และอื่นๆ สร้างความเจริญแก่ชุมชนเป็นอย่างยิ่ง

ภายในวัดสามง่ามสมัยที่หลวงพ่อเต๋ยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ให้ปลูกพืชผัก อาทิ มันเทศ ข้าวโพด ฯลฯ ไว้สำหรับต้อนรับแขก หรือแจกจ่ายแก่คนยากไร้ทั่วไป อีกทั้งยังเลี้ยงสัตว์ต่างๆอยู่รอบๆบริเวณวัดมากมาย ได้แก่วัว ไก่ ชะนี กา หมู นก หมา แมว ซึ่งก่อนที่ท่านจะฉันท์ท่านก็จะมาให้อาหารสัตว์ที่อยู่ภายในวัดเหล่านี้เสียก่อนเป็นกิจวัตร

การที่หลวงพ่อเต๋ได้ตรากตรำทำงานหนักมาตลอดช่วงชีวิตของท่านเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนา ประเทศชาติและประชาชนทั่วไป ทำให้ท่านไม่ค่อยได้มีเวลาพักผ่อนมากนัก สุขภาพของท่านในช่วงบั้นปลายจึงค่อนข้างจะทรุดโทรม จวบจนกระทั่งวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2524 หลวงพ่อเต๋ คงทอง ได้ละสังขารโดยอาการสงบ รวมสิริอายุได้ 80 ปี 6 เดือน 10 วัน พรรษาที่ 59 สังขารของท่านยังถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดสามง่าม อ.ดอนตูม จังหวัดนครปฐม ให้ผู้ที่เคารพเลื่อมใสในตัวท่านสามารถเข้าไปกราบไหว้ได้ตราบจนทุกวันนี้

ในปัจจุบันวัตถุมงคลของหลวงพ่อเต๋โดยเฉพาะกุมารทองเป็นที่ต้องการในหมู่นักสะสมทั้งไทยและต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะหลวงพ่อท่านสร้างจำนวนไม่มาก และของแท้ๆก็ถูกนักสะสมชาวต่างชาติเช่าไปมากแล้ว ส่วนนักสะสมชาวไทยที่มีไว้ในครอบครองส่วนใหญ่ก็จะเก็บของตนไว้ไม่ปล่อยให้เช่าง่ายๆ เพราะรู้ถึงความเข้มขลังของกุมารทองหลวงพ่อเต๋ และได้ประจักษ์ในความอัศจรรย์ต่างๆกันมาแล้ว จนมีคำพูดที่ว่า “ถึงมีเงินก็ยังยากจะหาพระหลักๆของหลวงพ่อเต๋มาบูชา”

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กุมารทอง หลวงพ่อเต๋

 

 

เครดิต : luangportae

ยินดีต้อนรับสู่ Web-Pra.com เว็บไซต์พระเครื่องที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย
ระบบค้นพบว่าคุณพึ่งเคยเข้า www.Web-Pra.com เป็นครั้งแรก
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ www.Web-Pra.com คุณสามารถ:
  1. เปิดร้านค้าของคุณเอง ฟรี
  2. ตั้งประมูล ฟรี
  3. ร่วมประมูล ฟรี
  4. เว็บบอร์ด พูดคุยกับเพื่อนฝูงในวงการพระเครื่อง ฟรี
  5. ระบบซื้อขายอย่างปลอดภัย ฟรี
  6. เผยแพร่ หรือ อ่านบทความพระเครื่อง ฟรี
  7. ระบบทำเนียบพระเครื่อง
มีปัญหาข้อสงสัยติดต่อ info@web-pra.com
หมายเหตุ: คุณควรบันทึกรายการโปรดไว้ เพื่อเข้ามาใช้บริการในภายหลัง
Top