ผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม (พอดีเจอข้อมูลดีๆเลยเอามาฝากอ่านกันครับ)

ผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม (พอดีเจอข้อมูลดีๆเลยเอามาฝากอ่านกันครับ)

บทความพระเครื่อง เขียนโดย chaigrang

chaigrang
ผู้เขียน
บทความ : ผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม (พอดีเจอข้อมูลดีๆเลยเอามาฝากอ่านกันครับ)
จำนวนชม : 60782
เขียนเมื่อวันที่ : อ. - 28 ม.ค. 2557 - 22:08.21
(คลิ๊กที่ชื่อผู้เขียนผู้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เขียน)

ขอลงข้อมูลดีๆที่ไปเปิดเจอมาแบ่งปันเพื่อนๆครับ
ตกลงคาถาที่ใช้กับขุนแผน
บทคาถาบูชา หลวงปู่ทิม ใช้บทหลังครับ 

(นะโม 3 จบ)

พระคาถาบูชาพระเครื่อง หลวงปู่ทิม

(นะโม 3 จบ)

อิติสุคะโต อะระหัง พุทโธ นะโมพุทธายะ

สุ นะ โม โล

มะอะอุ ทุกขัง อนิจจัง อะนัตตา พุทโธ พุทโธ (3จบ)

( ถ้า ไม่ใช่พระขุนแผน ก็ตัด สุ นะ โม โล ออก ยุติเรื่องคาถานะครับ ตอบไปตอบมาจะสับสนกัน .... สำคัญที่จิตเราที่จะสื่อถึงหลวงปู่ท่าน มากกว่า )

ขอรบกวน อ.ชินพรครับ เรื่องขุนแผนบล็อกสองว่าทัน ล.ป ปลุกเสกหรือปล่าวครับเพราะว่าบางกระแสว่า ล.ป ทินท่านมรภาพเสียก่อนที่จะปลุกเสกแต่ทางวัดได้ทำพระเครื่องไว้ก่อนแล้วเรื่องนี้เป็นมาอย่างไรครับ ผมไม่มีเจตนาอย่างอื่นครับรบกวน อ.ชินพรด้วยครับ

ขุนแผนหลวงปู่ทิม ที่มีการสร้างกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เรียงตามลำดับก่อน หลังดังนี้
๑. ขุนแผนลองพิมพ์ ทั้งพิมพ์ใหญ่-เล็ก ทำกันที่วัดละหารไร่ กดพิมพ์โดยบุตรบุญธรรมหลวงปู่ทิม
๒. ขุนแผนเนื้อกระยาสารท กดสลับกับ ขุนแผนลองพิมพ์ ระหว่างผสมโขกผงลองพิมพ์ให้เข้ากัน 
แม่พิมพ์ว่าง หลวงตารอด ขรัวรองจะนำไปกดขุนแผนกระยาสารท จนทำพิมพ์ตกชำรุด จึงทำพิมพ์ใหม่
๓. ขุนแผนพิมพ์นิยม หรือบล็อกหนึ่ง ทำพิมพ์ใหม่ทดแทนพิมพ์เดิมที่ชำรุด โดยตบแต่งให้สวยชัดขึ้น
โดยจ้างลูกศิษย์ ไม่ไกลจากวัด โดยให้ค่าจ้างองค์ละบาท ผู้กดจึงชักชวนเพื่อนๆช่วยกด 
กดมาจนทางขอให้ชะลอ เพราะขุนแผนที่กดมาทางวัดยังมีอยู่
(วัดละหารไร่สมัยนั้นยังไม่เจริญ คนมาทำบุญก็ไม่มาก ชาวบ้านละแวกนั้นก็ยากจน)
และหลังจากนั้นไม่นานหลวงปู่ทิม ท่านอาพาธจนเข้าร.พ.ศรีราชา ...จึงมีพระขุนแผนพิมพ์นิยม
หรือบล็อกหนึ่งจำนวนหนึ่งที่ทำเสร็จแล้ว แต่หลวงปู่ทิมท่านยังไม่ได้เสก ผมจึงใช้วลีที่ว่า
"เนื้อใช่ พิมพ์ใช่ แต่ไม่ใช่... เพราะไม่ได้เสก"
๔. หลังหลวงปู่ทิม มรณภาพ พระขุนแผนท่านเป็นที่นิยม จึงมีผู้นำพระขุนแผนพิมพ์นิยม(บล็อกหนึ่ง)
ไปถอดพิมพ์ โดยนำลูกอมที่หลวงปู๋ทิมเสกไว้เป็นมวลสารหลัก ให้เข้าใจว่าเป็นบล็อกนิยม 
เมื่อกดเป็นองค์พระแล้วนำไปให้หลวงปู่แก้ว เกสาโร ซึ่งท่านก็เก่ง 
...ขุนแผนบล็อกสอง จึงมีประสบการณ์รายหลาย
แรกผมไม่เชื่อว่า จะมีคนสร้างพระขุนแผนบล็อกสองขึ้นมาให้เข้าใจว่าเป็นบล็อกนิยม
แต่เมื่อทราบชัดเจนว่ามีผู้ทำขึ้นจริง ผมและเพื่อนที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ทิม มาด้วยกัน
จึงแอนตี้ผู้สร้างขุนแผนบล็อกสอง ในฐานะที่เป็นศิษย์แต่ทำพระหลวงปู่ปลอมขึ้นมา
เป็นเหตุให้ผม ไม่พูดกับผู้สร้างขุนแผนบล็อกสองอยู่เป็นสิบปี 
ปัจจุบัน บล็อสองก็เป็นที่ยอมรับกันแล้ว เพราะถึงไม่ทันหลวงปู่ทิมก็จริง แต่
มวลสารทำจากลูกอมหลวงปู่ทิม และเสกโดยหลวงปู่แก้ว ผู้ที่ใช้ต่างมีประสบการณ์
พระขุนแผนบล็อกสอง ที่ยอมรับกันว่าเป็นบล็อกสองแท้ๆ โดยมากไม่ทันหลวงปู่ทิมแต่ให้หลวงปู่แก้วปลุกเสกแทน
แต่บล็อกสองที่ทันหลวงปู่ทิมปลุกเสกก็มีบ้าง แต่เป็นพระที่คนแถววัดถอดพิมพ์(สมัยนั้นคนแถววัดไม่ค่อยจะมีเงิน
บูชา จึงนำพระในตู้ของวัดมาถอดพิมพ์)แล้วนำให้หลวงปู่ทิมเสกไว้ ...ซึ่งมีจำนวนไม่มาก
เรื่องมันยาวครับ

ผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ เมื่อกลางปี 2515 คณะกรรมการวัดละหารไร่ มีนายสาย แก้วสว่าง ไวยาวัจกร ประชุมกันเรื่องการสร้างพระเครื่องวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสมนาคุณแด่ชาวบ้านและสาธุชนทั่วไป ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินร่วมทำบุญกับวัดละหารไร่ ต่อไปในวันข้างหน้าโดยเฉพาะงานผูกพัทธสีมาพระอุโบสถ วัดละหารไร่ ในการนี้หลวงปู่ทิมได้กล่าวว่า หากได้ผงพรายกุมารมหาภูติผสมใส่ลงไปด้วย พระเครื่องที่สร้างขึ้นนี้จะมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นเพราะมีอานุภาพแห่งพรายกุมารมหาภูติแฝงอยู่คอยช่วยเหลือเอื้ออำนวยพร เมื่อหลวงปู่ทิมมีความต้องการจะทำผงพรายกุมารมหาภูติ เพื่อนำมาเป็นมวลสารที่สำคัญยิ่งในการสร้างปลุกเสกพระเครื่องครั้งนี้นั้น ในบรรดาลูกศิษย์ยุคแรกของหลวงปู่ทิมอิสริโกทั้งหมดไม่มีใครกล้าเสนอตัวอาสากระทำการ เพราะต่างคนต่างก็เกรงกลัวความอาถรรพ์ของผีตายทั้งกลม ซึ่งโบราณกล่าวไว้ว่ามีความดุร้ายและหวงลูกมาก ถึงขั้นตามเอาชีวิตกันเลยทีเดียว มีแต่เพียง “หมอกุหลาบ จ้อยเจริญ “ ผู้เดียวที่มีวิชาคาถาอาคมและสมาธิกล้าแข็งเพียงพอ กล้าขอเสนอตัวรับอาสาสนองพระคุณหลวงปู่ทิม จะไปนำ ” กะโหลกพรายกุมาร “ วัตถุอาถรรพ์สำคัญยิ่ง จากหญิงตายทั้งกลม (หญิงชาวบ้านท้องแก่ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุสยดสยอง ทางญาติได้นำศพมาฝังไว้ที่ป่าช้าวัดละหารใหญ่ ปัจจุบันเป็นบริเวณที่ชาวบ้านทำไร่สับปะรด ) มาเพื่อให้ท่านสร้างปลุกเสกเป็น ”ผงพรายกุมารมหาภูติ “ ซึ่งหมอกุหลาบ จ้อยเจริญ ต้องพบกับอิทธิฤทธิ์ของอาจารย์พรายนายป่าช้า แม่นางพราย และพรายกุมาร แต่ด้วยมูลเหตุแห่งวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างบุญกุศลในพระพุทธศาสนา บารมีของหลวงปู่ทิม และคาถาอาคมที่หลวงปู่ทิมได้ประสิทธิให้นั้น ทำให้นายป่าช้า แม่นางพราย และพรายกุมาร ได้ยินยอมและเต็มใจ เกิดความปิติในกุศลผลบุญที่ตนเองจะได้รับ หมอกุหลาบ จ้อยเจริญ จึงกระทำการครั้งนี้ได้สำเร็จเรียบร้อยทุกประการ “ วิญญาณของาจารย์นายป่าช้า แม่นางพราย และพรายกุมาร มีอยู่จริงเห็นตัวตนเป็นเงาใสๆ ลางๆ เหมือนกับภาพที่สะท้อนบนพื้น ในปัจจุบันวิญญาณเหล่านี้ก็ยังอยู่คุ้มครองที่วัดละหารไร่ “ หมอกุหลาบ จ้อยเจริญ กล่าวย้ำ การสร้างผงพรายกุมารมหาภูตินั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เมื่อได้กะโหลกพรายกุมารมาแล้ว หมอกุหลาบ จ้อยเจริญ ใส่ห่อผ้าเก็บไว้หลังพระประธานในพระอุโบสถหลังเก่า เป็นระยะเวลาประมาณสามถึงสี่เดือน จนกะโหลกพรายกุมารแห้งสนิทหมดกลิ่นดีแล้ว จึงนำมาโขลกตำให้ละเอียดแล้วผสมกับผงวิเศษสำคัญต่างๆ ที่หลวงปู่ทิมมอบให้มาจนครบทั้งหมดผสมน้ำแช่เกสรบัวทั้งห้า ปั้นเป็นแท่งขนาดใหญ่ แล้วตากแดดไว้จนแห้งสนิท เมื่อได้ฤกษ์งาม ยามดีวันดี ตามที่หลวงปู่ทิมได้กำหนดไว้ จึงจะนำแท่งผงปั้นนี้มาเขียนอักขระพระยันต์ต่างๆ บนกระดานชนวน กระทำในพระอุโบสถหลังเก่า ท่ามกลางการเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ ๙ รูป โดยหลวงปู่ทิมอิสริโก เป็นประธานสงฆ์ เขียนอักขระพระยันต์ต่างๆ ลงบนกระดานชนวนแล้วลบผงก่อนเป็นปฐมฤกษ์ แล้วจึงมอบให้หมอกุหลาบ จ้อยเจริญ เป็นผู้ลงอักขระพระยันต์และลบผงต่อไป การปลุกเสกผงพรายกุมารมหาภูตินี้ หลวงปู่ทิมท่านได้ปลุกเสกพรายกุมารทั้งหลายให้เป็นกึ่งเทพกึ่งภูติเป็นมหาภูติขวาและซ้าย(พระพรายคู่ เป็นรูปเทวดานั่งคู่กัน แทนรูปมหาภูติซ้าย-ขวา) วิญญาณพรายกุมารไม่ใช่มีอยู่ตนเดียว แต่มีมากมายประมาณมิได้ หลวงปู่ทิมได้อธิฐานให้วิญญาณพรายกุมารทุกตนที่ผ่านไปมาในบริเวณพิธี หากจะช่วยกันบำรุงพระพุทธศาสนา ก็ให้มาสถิตย์อยู่รวมกันในผงพรายกุมารมหาภูติที่ท่านปลุกเสกนี้ ให้มีอิทธิฤทธิ์คอยช่วยเหลือคุ้มครองอำนวยพรให้ผู้ศรัทธาบูชาอยู่ระยะเวลาหนึ่ง หลังจากเสร็จพิธีเรียบร้อยแล้วได้ผงพรายกุมารมหาภูติบริสุทธิ์สีขาวหม่นอมเทาประมาณ 1 ถาดใหญ่ เมื่อแบ่งผสมผงว่านมหามงคลจะได้ผงพรายกุมารมหาภูติเนื้อละเอียดสีน้ำตาลเข้มประมาณ 1 กะละมังใหญ่ แล้วเก็บรวบรวมไว้ในกุฏิหลวงปู่ทิม เมื่อจะทำพระเครื่องจึงจะขออนุญาตหลวงปู่ทิมไปตักแบ่งเอามาผสมผงที่จะกดพิมพ์พระอีกครั้งหนึ่ง.หมอกุหลาบ จ้อยเจริญ กล่าวยืนยันโดยเห็นกับตาตนเองว่า “ผงที่หลวงปู่ทิมอิสริโก เขียนอักขระพระยันต์ต่างๆ นั้น หลุดร่วงทะลุลอดกระดานชนวนลงมา และทะลุผ้าขาวที่ปูรองเอาไว้ถึงเจ็ดชั้นจนถึงพื้นพระอุโบสถวัดละหารไร่ “ที่กล่าวนี้ไม่ได้กล่าวเกินความจริงแต่อย่าง แต่กล่าวเปิดเผยเพื่อให้ท่านทั้งหลายที่ศรัทธาหลวงปู่ทิมอิสริโก จะได้เกิดความปิติ และซาบซึ้ง ในบุญญาบารมีของหลวงปู่ทิมอิสริโก หากผู้ใดได้ครอบครองบูชา พระผงขุนแผนพรายกุมาร นับว่าท่านมีของวิเศษขั้นสูงอยู่กับตัว จะส่งผลให้เกิดโภคทรัพย์ ความเจริญรุ่งเรือง เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง นับว่าเป็นบุญกุศลของผู้นั้นที่เคยได้ร่วมสร้างกันมา หลวงปู่ท่านกล่าวว่าพระของท่านมีเจ้าของอยู่แล้ว ของของใครต้องมาอยู่กับผู้นั้น ผู้ใดมิใช่เจ้าของจักมีอันต้องเปลี่ยนมือไปไม่ช้าก็เร็ว 
เรื่องจริงที่เล่าขานกันโด่งดัง ของ จังหวัดอยุธยา ณ.วัดสะแก เมื่อประมาณปี ๒๕๒๐ ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายเย็น หลวงปู่ดู่ แห่งวัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ออกมานั่งคุยกับศิษย์ที่บริเวณระเบียงกุฏิของท่าน เมื่อนั่งคุยกันชั่วครู่ใหญ่ หลวงปู่ดู่และศิษย์เห็นรถยนต์คันหนึ่งวิ่งเข้ามาในวัดแล้วจอด มีชาย ๔ คนลงจากรถ และเดินตรงมาที่กุฏิของท่าน "เอ๊ะ..อ้ายพวกนี้มาแปลก..." หลวงปู่ดู่อุทาน "มันเอาผีมาด้วย" บรรดาศิษย์ของหลวงปู่ดู่ เมื่อได้ยินหลวงปู่พูดถึงผี ก็พากันชะเง้อดูคนทั้งสี่ "เอ...ผมมองไม่เห็นผี" ศิษย์คนหนึ่งบอกกับหลวงปู่ "ผมไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ มีอะไรหรือครับหลวงปู่..." หลวงปู่ดู่หัวเราะกับศิษย์ และพูดกับศิษย์ว่า.. "ฉันเห็นผีมันล้อมรอบพวกสี่คนที่กำลังเดินมาเต็มไปหมด" คนทั้งสี่ เมื่อเดินมาถึงหน้าบันได้กุฏิ ก็พากันถอดรองเท้า แล้วพากันขึ้นบนกุฏิ คลานเข้ามากราบหลวงปู่ดู่.. "นี่...พวกเธอมาหาฉัน ทำไมจึงเอาผีมาด้วย" หลวงปู่ดู่ถามชายทั้งสี่ พร้อมกับหัวเราะด้วยอารมณ์ดี คนทั้งสี่มองหน้ากัน ตีหน้าเลิ่กลั่ก เมื่อได้ยินหลวงปู่ดู่บอกว่า พวกตนที่มาหา...พาผีมาด้วย "ผีที่ไหนครับหลวงปู่" นายเบิ้ม พบร่มเย็น หนึ่งในสี่คนที่มาหาหลวงปู่ ถามขึ้นด้วยความสงสัย "ยังไม่รู้อีกเรอะ" หลวงปู่ดู่หัวเราะด้วยอารมณ์ดี "ผีมันออกมาจากพระที่แขวนอยู่ที่คอน่ะสิ" ทั้งสี่คนที่มาหาหลวงปู่ถึงบาง "อ้อ" คนทั้งสี่ที่มาหาหลวงปู่ดู่เป็นศิษย์ของ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง และทุกคนมีพระเครื่องที่หลวงปู่ทิมสร้าง แขวนอยู่บนคอ เช่น พระพรายเพชร พรายบัว (พระสององค์ติดกัน)พระพิมพ์สี่เหลี่ยมหัวโต...หรือพระเล็กๆ แบบสามเหลี่ยมเรียกนางพญา และพระขุนแผนเล็กและใหญ่ บรรดาพระเครื่องที่เอ่ยนามมานี้ นอกจากจะมีผงพระพุทธคุณแล้ว ยังผสม "ผงผีพรายกุมาร" ที่ได้มาจากเด็กที่ตายทั้งกลม.... คนทั้งสี่นำสร้อยคอที่แขวนพระที่มีส่วนผสมของผงพรายกุมาร ให้หลวงปู่ดู หลวงปู่นั่งหลับตาชั่วครู่ใหญ่บอกว่า "ของเขาแรงใช้ได้ดีทีเดียว แต่ดูเหมือนผู้สร้าง..ได้เสีย..เสียแล้ว" "ครับ...เป็นพระเครื่องของท่านหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง ที่ได้สร้างขึ้น และหลวงปู่ทิมได้มรณภาพมากว่า ๒ ปีแล้ว..." นายเบิ้ม พบร่มเย็น บอกแก่หลวงปู่ดู่... ข้อมูลเพิ่มเติมจากเวป. http://www.watthummuangna.com/board/showthread.php?t=5297 ขอขอบคุณไว้ ณ.ที่นี้ด้วยนะครับ 

หนึ่งในมวลสารที่ผสมลงในพระขุนแผนบล็อกลองพิมพ์ ที่มีความเป็นเป็นที่สุดอีกอย่างคือน้ำมันพระเจ้าตากหรือน้ำมันพราย สุดยอดแห่งพลังเมตตามหานิยม ที่เพิ่มความเฮี้ยนหรือพลังของพระพรายมหาภูติ รวมเข้ากับจิตอันบริสุทธิของหลวงปู่เสกจากวัตถุอาถรรพ์พลังรุนแรง จนเป็นสิ่งบริสุทธิที่มีพลังมหาสารสามารถบังเกินฤทธิ์ปาฏิหารย์ต่างๆนาๆกับผู้ครอบครองบูชา
กระทู้พี่Posidon 
ผมเคยไปนั่งคุยกับหลวงพ่อสิน วัดระหาญใหญ่เรื่องนี้ ท่านกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ก่อนอื่นถ้าใครเคยไปวัดไร่วารี ถ้าก่อนผ่านสะพานซ้ายมือจะเห็นเมรุ ตรงนั้นละสถานที่ๆกล่าวถึง แต่เป็นเมรุแบบเก่าคือมีแท่นปูน2แท่นตั้งคู่กัน หลวงพ่อสินเล่าว่า เขามาบอกก่อนๆที่จะทำพิธี เพราะท่านเป็นเจ้าอาวาส ทีแรกท่านก็ไม่เชื่อ ท่านบอกว่าเขาใช้ผ้าขาว มัดปากขวดโหล แล้วแอบเอาไปฝังดินตรงกลางที่เผา พอหลังจากการปลงเรียบร้อยแล้ว รุ่งเช้าพวกที่มาทำก็เชิญท่านมาดู เอ้อลืมไป การทำพิธีนี้ จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้ กลัวญาติผู้ตายไม่ยอม พอรุ่งเช้า หลังจากการปลงเรียบร้อยแล้ว พวกที่มาทำพิธี ก็ต้องนิมนหลวงพ่อสินมาเป็นการขออนุญาตไปในตัว หลวงพ่อสินท่านกล่าวว่า ไม่น่าเชื่อนะ เพราะตอนฝังดินมีผ้าขาวปิดอยู่ แล้วยังฝังลงไปในดินอีก พอขุดขวดโหลขึ้นมา ท่านบอกว่าข้างในขวด เป็นน้ำสีเหลืองใสมาก แล้วมีกลิ่นหอมมาก สุดท้ายท่านยังกล่าวกับผมอีกว่า ตอนนี้ท่านก็ทำได้ ปกติแล้วหลวงพ่อสินท่านจะเป็นพระที่ถ่อมตัวมาก น้ำมันนี้แหละที่หลวงพ่อนำไปทำพระเครื่อง ที่ท่านทำเอง เป็นแค่ส่วน1ในการสร้างพระ ยังมีน้ำมันพระเจ้าตาก ผงพรายกุมาร ผีตายโหงอีกหลายศพ ที่หลายคนยังไม่ทราบ เรื่องผงพรายกุมาร ท่านคงได้ฟังจากหมอหลาบหรือโยมสายตอนท่านมีชีวิตอยู่มาแล้ว แต่น้ำมันพระเจ้าตาก มีพิธีการทำที่พิสดาร ไม่แพ้กันเลย ต่อไปผมจะเล่าเรื่องน้ำมันพระเจ้าตาก กว่าจะมาทำเป็นพระเครื่อง ของหลวงพ่อทิมว่ายากเย็นเพียงไร น้ำมันพระเจ้าตากหรือน้ำมัน...ก็สุดแต่จะเรียกกันเป็นการขุดพบโดยบังเอิญ เมื่อครั้งที่ทางวัดจะสร้างศาลาการเปรียญบริเวรนั้นมีกองกระดูกที่ทับถมกันเป็นเวลานานนับ10ปี กระดูกเหล่านี้แต่เดิมอยู่ภายในบริเวณวัด แล้วได้ย้ายมากองทับถมกันเพื่อเอาสถานที่ปรับปรุงวัด ลุงแมงบอกว่าตอนย้ายกระดูกนั้น แกอายุประมาณ15-16ปี และก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้ขนย้ายนี้ด้วย ปัจจุบันลุงแมงอายุใกล้70แล้ว (ลุงแมงเป็นลูกบุญธรรมของหลวงปู่ทิม เพราะเมื่อตอนแรกเกิดนั้น พ่อ แม่ เห็นว่าคงจะเลี้ยงไม่รอด เลยยกให้เป็นลูกบุญธรรมหลวงปู่ และโดยวงษ์ตระกูลแล้ว พี่สาวของพ่อลุงแมงก็เป็นน้องสาวของหลวงปู่ทิมนั่นเอง) ผมจำเป็นต้องเล่าเรื่องลุงแมง เพราะเป็นบุคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำมันนี้โดยตรง และเพื่อให้ท่านได้นึกภาพออกง่ายขึ้น ในความเป็นอยู่ในอดีต ที่มีความเกี่ยวข้อง สนิทสนมกัน
ครั้นต่อมาทางวัดต้องการจะสร้างศาลาการเปรียญอีกก็ต้องย้ายกองกระดูกเหล่านี้อีกที เนื่องบริเวณนั้นจำเป็นต้องใช้สถานที่ กองกระดูกที่ว่านี้ ถ้าอยู่ปัจจุบันก็อยู่ตรงกลางศาลาการเปรียญ ค่อนข้างไปทางทิศเหนือ แต่ทางวัดหาคนที่จะขุดย้ายกองกระดูกนี้ไม่ได้ จ้างใครก็ไม่มีใครรับ หลวงปู่จึงให้ลุงแมงรับหน้าที่นี้แต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากลุงแมงแกเคยอยู่กับหลวงปู่มาแต่เกิด และอีกทั้งยังเคยเป็นสัปเหร่อมาก่อน รวมทั้งมีหลวงปู่ช่วยดูอยู่ด้วยจึงไม่กลัว (ลุงแมงแกสนิทสนมกับหลวงปู่มาก แม้แต่เวลาปลงผมก็ลุงแมง และรับหน้าที่หาผักปลาอาหารถวายพระ ครั้งเมื่อตอนหลวงปู่ยังไม่มีใครรู้จัก เรื่องเกี่ยวกับลุงแมงกับหลวงปู่คุยทั้งวันก็ไม่จบ
ครั้นเมื่อถึงวันที่ทำการขนย้ายนั้น หลวงปู่ฯท่านได้เรียกลุงแมงเข้าไปพบแล้วบอกให้ท่องคาถาคำว่า " สัพพัง " ไปจนกว่าการขุดจะแล้วเสร็จ เมื่อลุงแมงแกเริ่มทำการขุดไปได้ครึ่งทางก็พบน้ำมันที่ว่านี้อยู่ในแก้วก้นจีบเป็นน้ำมันสีเหลืองใสมากจึงนิมนต์หลวงปู่ฯมาดูพอท่านเห็นก็ชอบใจมาก แล้วบอกให้ค่อยๆแซะออกมาเสร็จแล้วก็นำผ้ายันต์ปิดปากแก้วแล้วนำกลับเข้ากุฏิไปเลย ต่อมาหลังจากนั้นหลวงปู่ฯก็ให้ลุงแมงนำนำมันนี้ไปแอบไว้ที่ทางสามแพร่งแล้วปั้นข้าวสามก้อนบูชา พอตกกลางคืนมีคนผ่านมาก็ให้เอาก้อนหินแกล้งปาเพื่อทำให้คนที่ผ่านไปมาตกใจเหตุผลก็คือต้องการให้น้ำมันนี้เฮี้ยน(เป็นเคล็ดอย่างหนึ่ง) ลุงแมงทำอยู่กี่วันผมไม่ทราบ รู้แต่ว่าเมื่อทำแล้วต่อมามันหลอกเองแล้วโดยที่ลุงแมงไม่ต้องแกล้งอีก สมัยนั้นผู้มีวิชาอาคมมีอยู่มาก พอเดินผ่านก็โดนหลอก ผู้มีวิชาเขารู้กันว่าเป็นการเล่นของ ก็เลยถูกผู้คนที่ผ่านไปมาแล้วโดนผีหลอกด่าพ่อ ด่าแม่ มาจนลุงแมงได้ยินแล้วทนไม่ไหวจนต้องไปบอกหลวงปู่ฯว่าเขาด่าเหลือเกินไม่ไหวกระมังครับ แทนที่จะหยุดหลวงปู่กลับให้ลุงแมงย้ายที่ใหม่ ทีนี้นำไปไว้ทางสามแพร่งใต้ต้นยางใหญ่แล้วทำแบบเดิมอีก ลุงแมงแกบอกว่าพอตกกลางคืนมันก็หลอกเอง มีคนเห็นเด็กปีนบนต้นยางใหญ่เต็มไปหมด แต่ก็ไม่พ้นพวกมีวิชาอีกแหละที่ไปเล่าให้ชาวบ้านฟังว่า มีคนทำพิเรนแกล้งทำของหลอกโดยที่ไม่รู้ว่าลุงแมงเป็นคนทำ และก็โดนชาวบ้านด่าอีกเช่นเคยจนแกทนไม่ไหวจนต้องไปบอกหลวงปู่ให้ทราบท่านจึงรู้ว่าน้ำมันนี้ใช้ได้แล้วจึงให้ลุงแมงเก็บกลับมาหลังจากนั้นลุงแมงก็ป่วย แกบอกว่ามีอาการคล้ายคนเป็นไข้รุมๆกินไม่ค่อยได้ซึมๆเซื่องๆ อาการเหล่านี้ถ้าคนเคยโดนของจะรู้ดี แกไม่ได้เข้าวัดอยู่สิบกว่าวันเมื่อหลวงปู่เจอแม่ของลุงแมงจึงถามว่าอ้ายแมงหายไปไหน แม่ลุงแมงบอกว่าไม่สบาย หลวงปู่จึงให้ไปตามมา พอลุงแมงมาถึงหลวงปู่จึงทำน้ำมนต์ให้อาบ แล้วบอกกับลุงแมงว่า " มันเล่นนี่ " แทบแย่เหมือนกัน ถึงตอนนี้ท่านจะเห็นว่าการที่หลวงปู่ทิมท่านทำของให้คนนำไปใช้นั้นมิใช่ง่ายๆเลยต้องลงทุนมากขนาดเอาตัวท่านเองเข้าไปเสี่ยง ถ้าวิชาไม่ถึงจริงอะไรจะเกิดขึ้น เรื่องที่เล่ามานี้ได้ถูกปิดบังมาตลอดผมเห็นว่ามีสาระน่ารู้จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2552 ผมได้ไปทำบุญถวายข้าวสารอาหารแห้งและยาที่วัดละหารไร่ แล้วได้พบกับหลวงพ่อเชย เจ้าอาวาสวัดละหารไร่องค์ปัจจุบัน ผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับท่านผมก้อเลยได้ถามข้อสงสัยที่เก็บไว้ในใจมานานแล้ว กับหลวงพ่อเชยว่า
พระขุนแผนมีกี่บล็อคกันแน่ครับ หลวงพ่อเชยตอบว่า ครั้งแรกทางวัดได้สร้างบล็อคหินมีดโกนออกมาเป็นบล็อคแรกซึ่งถ้ากดพิมพ์ออกมาแล้วพระจะไม่ค่อยสวย จะบิดงอ และบล็อคทองเหลืองเป็นบล็อคสุดท้าย จึงทำให้ผมรู้ว่าขุนแผนบล็อคลองพิมพ์คือขุนแผนที่วัดสร้างออกมาเป็นครั้งแรกจริง ๆ แค่นี้ก้อสรุปได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร เพราะหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่าบ้านท่านอยู่ใกล้วัด และท่านได้บวชเมื่อปี พ.ศ. 2506 ท่านได้อยู่รับใช้หลวงปู่ทิมตั้งแต่ท่านบวชจนหลวงปู่ทิมมรณภาพ วันที่ 16 ต.ค. 2518 แล้วหลวงพ่อเชยก้อได้เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค. 2518 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันนี้ ท่านได้รู้เห็นการสร้างพระทุกอย่างของหลวงปู่ทิม แต่ท่านก้อไม่อยากบอกอะไรมาก
เซียนพระบางท่านบอกว่าบล็อคลองพิมพ์เป็นพระเก๊ แต่วันนี้ผมได้รู้ข้อมูลแล้วได้คำตอบแล้วว่าบล็อคลองพิมพ์เป็นพระแท้ที่สร้างในยุคแรกจริง ๆ ซึ่งมีเนื้อหามวลสารมากมายไม่ใช่มีแต่ปูนอย่าง..........(คิดเอาเองครับ) แล้วพระลองพิมพ์ที่ผมได้ปล่อยไปคนที่เช่าไปมีประสบการณ์ทุกคน ยกตัวอย่างเช่น คุณโจ๊ก ที่ผมลงในกระทู้โชว์พระ ไม่ทราบว่าพวกท่านได้ลองเข้าไปอ่านบ้างหรือเปล่า แล้วยังมีประสบการณ์จากคนอื่นอีกมากมาย ซึ่งถ้าให้ผมนั่งพิมพ์ทั้งวันก้อคงไม่จบ ส่วนบล็อคสองที่ทันหลวงปู่ทิมเสกก้อมี ถ้าอยากรู้ข้อมูลก้อโทรมาคุยกับผมได้ จบแค่นี้ก่อนนะเมื่อยมือ

Top