พระแผงเดี่ยว กรุวัดมหาธาตุ อยุธยา องค๋นี้จ้อยกระจิดริด แต่สวยสมบูรณ์ได้ใจมาแล้วจ้า - webpra

ประมูล หมวด:พระกรุ เนื้อชิน

พระแผงเดี่ยว กรุวัดมหาธาตุ อยุธยา องค๋นี้จ้อยกระจิดริด แต่สวยสมบูรณ์ได้ใจมาแล้วจ้า

พระแผงเดี่ยว กรุวัดมหาธาตุ อยุธยา องค๋นี้จ้อยกระจิดริด แต่สวยสมบูรณ์ได้ใจมาแล้วจ้า พระแผงเดี่ยว กรุวัดมหาธาตุ อยุธยา องค๋นี้จ้อยกระจิดริด แต่สวยสมบูรณ์ได้ใจมาแล้วจ้า พระแผงเดี่ยว กรุวัดมหาธาตุ อยุธยา องค๋นี้จ้อยกระจิดริด แต่สวยสมบูรณ์ได้ใจมาแล้วจ้า
รายละเอียด
ชื่อพระเครื่อง พระแผงเดี่ยว กรุวัดมหาธาตุ อยุธยา องค๋นี้จ้อยกระจิดริด แต่สวยสมบูรณ์ได้ใจมาแล้วจ้า
รายละเอียดเป็นพระพิมพ์เดี่ยว พิมพ์เดี่ยวกันกับพระในพระแผงสามเหี่ยมรูปหน้าจั่ว 21 พระองค์ หรือที่เรียกขานกันทั่วไป ว่าพระแผง 21 แต่จะเรียกว่าพระแผงตัดก็ไม่อาจเรียกได้เต็มปากเต็มคำนัก เนี่องจากไม่มีร่องรอยการตัดตามขอบหรือบริเวณฐาน สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นองค์ปลายยอดสุด ที่เทหล่ออกมาไม่เต็มแผง จึงกลายเป็นพระเดี่ยวองค์เดียวอย่างที่เห็น เทได้บางเฉียบดูง่ายสบาย ตาตามแบบฉบับพระแท้ตามสากลนิยม แม้จะไม่ขาวมีคราบปรอทเหมือนพระกรุวัดราชบูรณะ แต่ก็ได้ผิวเทาอมดำแถมไม่มีร่องรอยการระเบิดให้เสียดายความสวยสมบูรณ์ ซึ่งปกติพระแผงพิมพ์นี้มีพบทั้งที่กรุวัดราชบูณะ และวัดทั่วไปรอบบริเวณกรุงเก่า รวมถึงวัดมหาธาตุ แต่เนื่องจากกรุของวัดมหาธาตุเป็นพื้นที่ลุ่ม มีน้ำท่วมขังอยู่บ่อยครั้ง ทำให้พระที่ขึ้นจากกรุนี้ส่วนใหญ่ ทั้งพระยอดนิยมอย่างพระปรุหนัง พระนาคปรกพระงั่ว พระอู่ทองคางเครา มีสภาพผิวดำออกเทา เปิ่อยยุ่ย ผุระเบิด ไม่สวยสมบูรณ์ปรอทแห้งขาวจั้วแบบพระกรุวัดราชฯ เอกลักษณ์ของพระกรุนี้ส่วนใหญ่เนื้อหาออกสีเทาดำ เนื้อผุระเบิด แล้ว ด้านหลังของพระกรุนี้ส่วนใหญ่ยกเว้นพระปรุหนัง ยังเป็นหลังรอยผ้าตาหยาบ ที่เรียกกันว่าหลังลายผ้าอีกด้วย

องค์นี้ถือว่าสวยสมบูรณ์ เล็กจัดกะทัดรัดได้ใจ เลี่ยมทองไว้ใช้เองก็ไม่เปลืองเลินเปลืองปัจจัยมากนัก พระเล็กจิ๋วสวยงามแบบนี้หาได้ไม่ง่ายนัก สนใจติดต่อสอบถามกันเข้ามาได้จ้า Jorawis รับประกันความแท้ตามสากลนิยมเหมียนเดิม ขอบคุณทุกท่านที่สนใจเข้ามาชมกันจ้า

หากรายการนี้ยังไม่ถูกใจลองดูที่นี่

http://www.web-pra.com/Shop/jorawis

อาจมีบางองค์ที่ท่านกำลังมองหาอยู่ก็ได้จ้า


สำหรับท่านที่สนใจศีกษาค้นคว้าพระกรุวัดมหาธาตุของเมืองคนดีกรุงเก่านี้ Jorawis ขอนำเสนอไว้ให้ศีกษากันตามนี้เลยจ้า

ก่อน พ.ศ.2500 หลังผ่านพ้นสงครามมหาเอเซียบูรพา ผู้คนพลเมืองมีชีวิตความเป็นอยู่ฝืดเคือง สภาพเศรษฐกิจตกต่ำ บ้านเมืองไร้ชื่อแป คนติดกัญชายาฝิ่น และการพนันมีเพิ่มมากขึ้น การลักขุดหาสมบัติมีค่าตามโบราณสถานก็เพิ่มขึ้นทุกที ก็มีราษฎรบางพวกแสวงหารายได้เพื่อเลี้ยงปากท้องด้วยการเที่ยวขุดคุ้ยแสวงหาสมบัติมีค่าในเขตกรุงเก่าและตามวัดร้าง ที่เชื่อมั่นว่าคงมีข้าวของมีค่ามีราคาที่เจ้าของเดิมฝังซ่อนไว้ในที่ต่าง ๆ บ้าง ก่อนที่จะถูกพม่ากวาดต้อนไป จนในที่สุดก็ลามปามขุดหาเงินทองของมีค่าตามสถูปเจดีย์ โบสถ์ วิหาร และในท้ายสุดแม้แต่บริเวณฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่น้อยก็ไม่ละเว้น เรื่อยมาจนหมดแทบทุกแห่งจนกลับกลายเปลี่ยนแปลงคือมิได้มุ่งหวังวัตถุที่เป็นเงินทองและของมีค่าอย่างเดียว แต่ต้องการพระเครื่อง พระบูชาเป็นหลักเพิ่มขึ้นมา

จนมีข่าวการลักขุดโบราณสถานทุกชนิดถี่ขึ้น และได้ข่าวว่ามีการได้สมบัติของมีค่าด้วย โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ เดิมก็ขุดหากันตามรอบนอกเกาะเมือง ต่อมาคนร้ายได้ข้ามเข้ามาขุดภายในตัวเกาะเมือง และในที่สุดก็รุกเข้ามาขุดถึงในกลางเมืองอันเป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติ จนโบราณสถานพังทลายไปเกือบทุกแห่ง ไปทางไหนก็จะเห็นเจดีย์ถกเจาะเข้าไปริ้อค้นสมบัติจนเป็นโพรงใหญ่น้อยแทบทุกองค์ ที่สมบูรณ์ไม่มีสักองค์เดียว


ตำนานนักเลงขุดหาสมบัติที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ชื่อนายพร้อม เป็นนักขุดพระที่เก่งที่สุด รู้ว่าโบราณสถานแบบไหนขุดตรงไหนจึงจะพบสมบัติไม่เคยพลาด เล่ากันว่า เขามีลายแทงที่เก็บสมบัติโบราณหลายแห่งจึงได้เที่ยวตระเวนขุดทั่วไป เมื่อได้มาก็มอบให้เจ็กยี่ร้านขายทองดำเนินการหลอมภาชนะวัตถุสิ่งของต่าง ๆ เอาแต่เนื้อทอง ทำให้เจ็กยี่ร่ำรวย ส่วนนายพร้อมตายก็เกือบไม่มีผ้าพันกาย นายพร้อมมีนิสัยสำมะเลเทเมาเป็นนักเลงหัวไม้ ต่อมาติดฝิ่นงอมแงมไม่มีสมบัติเหลือ จึงได้รวบรวมพรรคพวกเที่ยวขุดหาสมบัติจากกรุเจดีย์ต่าง ๆ และมาถูกผนังอิฐพังทับตายที่วัดมหาธาตุกรุงเก่า ( รายละเอียดจาก น.ส.พ. ข่าวภาพฉบับที่ 27 และสารเสรี ฉบับที่ 30 สิงหาคม 2499 )


จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังที่กล่าวมาข้างต้น นับเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการปรับปรุงเมืองพระนครศรีอยุธยา มีการจัดการขุดแต่งบูรณะโบราณสถานและทำให้พบกรุสมบัติล้ำค่ามหาศาลของทางราชการคือ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2499 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเปิดสาขาพรรคมนังคศิล าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เห็นบรรดาโบราณวัตถุสถานชำรุดทรุดโทรมมาก ประกอบกับ พ.ต. หลวงจบกระบวนยุทธ หัวหน้าสาขาพรรคมนังคศิลา และเป็น ส.ส. อยุธยา ได้กราบเรียนให้นายกรัฐมนตรีช่วยบูรณะเมืองประวัติศาสตร์ของชาติไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ชื่นชมศึกษาด้วย ต่อมาจอมพล ป. พิบูลสงครามจึงได้ตั้งคณะกรรมการบูรณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2499 และตั้งงบประมาณเพื่อการนี้ในทันที โดยสั่งการให้ กรมศิลปากรรับผิดชอบการขุดแต่งบูรณะโบราณสถานโดยเริ่มที่วัดมหาธาตุอันเป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองที่สร้างในสมัยขุนหลวงพะงั่ว พ.ศ.1917 ก่อนในต้นเดือน สิงหาคม 2499 การขุดค้นครั้งดังกล่าวมีนายกฤษณ์ อิทโกสัย รองอธิบดี กรมศิลปากร เป็นผู้ควบคุมทั้งการขุดค้น ขุดแต่งและบูรณะและเมือถึงวันที่ 25 สิงหาคม ก็ได้พบเครื่องทองที่ใต้ฐานเจดีย์ชั้นบนของซากพระปรางค์องค์ใหญ่จำนวน 20 รายการ ดังนี้

1. ปลาหินเขียนลายทอง 1 ตัว ( 2 ชิ้น )
2. ตลับสิงโตทองคำฝังทับทิมตัวใหญ่ 1 ตัว
3. ทองคำเป็นรูปโคมประดับทับทิม 4 ตัว
4. ผอบหินฝาทองคำ 1 ผอบ
5. ตลับสิงโตทองคำขนาดเล็ก 1 ตัว
6. ลูกคั่นทองคำ 10 ลูก
7. กาน้ำลายครามเล็กรูปเต่า 1 กา
8. โถปริลายคราม 1 โถ
9. ลูกประหล่ำทองคำ 12 ลูก
10. จุกฝาโถทองคำ 22 อัน
11. โถกระเบื้องเล็ก 1 โถ
12. ลูกพิกุลทองคำ 1 ลูก ( 2 ชิ้น )
13. ด้ามไม้ควักปูนแก้วผลึก 1 อัน
14. โถแก้ว 1 โถ
15. ตลับทองคำมีสายสร้อยร้อย 1 ตลับ
16. เสือแก้วผลึก 1 ตัว
17. กระปุกหินฝาประดับทอง 1 อัน
18. กาน้ำลายครามรูปปักเป้า 1 กา
19. หางปลาเป็นรูปทองคำ 1 หาง
20. ทองคำทำเป็นรูปสิ่งของ 1 ชิ้นเล็ก


ต่อมาได้ขุดพบผอบศิลาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ขนาดสูงรวมตัวและฝาผอบ 1.05 เมตร กว้าง 0.32 เมตรสี่เหลี่ยม และได้นำขึ้นมาเปิดดู เมื่อ 30 กันยายน 2499 ปรากฏว่าภายในผอบศิลานั้นบรรจุเครื่องทองคำเต็มล้นพูนปากผอบ จำนวน 22 รายการ รวมเป็นทองคำหนัก 62 บาทเศษ ผนังข้างในผอบบุด้วยแผ่นทองคำโดยรอบ กลางผอบมีสถูปเจดีย์สวมครอบพระบรมสารีริกธาตุไว้รวม 7 ชั้น ปรากฏรายละเอียดตามบันทึกไว้ดังนี้


ชั้นที่ 1 เป็นพระสถูปทำด้วยชิน

ชั้นที่ 2 เป็นพระสถูปเงินมียอดนพศูล

ชั้นที่ 3 เป็นพระสถูปนากมียอดนราศูลฝังพลอย

ชั้นที่ 4 เป็นพระสถูปไม้สีดำยอดทองคำ

ชั้นที่ 5 เป็นพระสถูปไม้สีแดงยอดทองคำ มีทองคำเป็นปลอกรัด พระสถูปและฐานบุแผ่นทองคำ

ชั้นที่ 6 เป็นพระสถูปแก้ววางซ้อนกันเป็น 3 ชั้น คือชั้นล่างโตหน่อยเป็นแก้วโกเมน ชั้นกลางย่อมลงเป็นแก้วมรกต ชั้นยอดเล็กกว่าชั้นกลางเป็นทับทิม แล้วใช้ทองคำทำเป็นสาแหรกรัด ที่สายสาแหรกประดับมรกตเม็ดเล็ก ๆ ยอดสาแหรกติดมรกตทำเป็นลายแหลมอย่างยอดเจดีย์ ฐานรองพระสถูปแก้วเป็นทองคำมีพลอยสีต่าง ๆ วางเรียงรายไว้ 6 เม็ด

ชั้นที่ 7 เป็นตลับทองคำเล็ก ๆ เมื่อเปิดฝาออกก็มีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ในน้ำมันจันทน์ สัณฐานเป็นลักษณะคล้ายเกล็ดพิมเสนสีขาวเป็นรุ้งพราว ขนาดเท่า 1 ใน 3 ของเมล็ดข้าวสาร



อนึ่งโดยรอบผอบศิลาที่อยู่ในกรุพระปรางค์วัดมหาธาตุนั้น ก็บรรจุพระพุทธรูปสำริดบ้าง พระพิมพ์เนื้อชินบ้าง พระทองคำแผ่นบ้าง กระจายอยู่ทั่วไป แต่พระพิมพ์ชินผุเปื่อยเสีย 50% ด้วยเหตุที่แช่อยู่ในน้ำนานปี ที่สำคัญคือได้พระทองคำปั๊มนูนฝีมือช่างสมัยอู่ทองเป็นแผ่นหนาสูง 48 ซ.ม. องค์หนึ่งซึ่งถือเป็นศิลปวัตถุชิ้นเอก

นอกจากนี้ยังมีพระปรางค์ทิศอยู่ที่มุมกำแพงแก้วของพระปรางค์องค์ใหญ่ (ปรางค์ประธาน) อีก 4 องค์ กรมศิลปากรได้ขุดตามที่คนร้ายขุดได้พบผอบศิลาบรรจุพระธาตุของพระสาวกและภายในผอบมีพระพุทธรูปทองคำ พระพิมพ์แผ่นทองคำ แหวนพระพุทธรูปสำริด สถูปซ้อนกัน 3 ชั้น บรรจุตลับทองคำรักษาพระธาตุองค์หนึ่งขนาดเท่าครึ่งเมล็ดข้าวสาร สีดอกพิกุลแห้ง สัณฐานคล้ายผลยอ มีปุ่มขาวงอกอยู่ 2 - 3 ปุ่มด้วย



จากสาเหตุข่าวการขุดกรุพระปรางค์วัดมหาธาตุ หรือ กรุหลวงพะงั่ว ได้พบสมบัติมีค่าเป็นอันมาก หนังสือพิมพ์ลงข่าวทุกวันแรมเดือน และประชาชนก็สนใจติดตามข่าวอยู่เสมอ จึงเป็นมูลเหตุเร่งเร้าให้คนร้ายคิดเห็นเป็นตัวอย่าง และเชื่อมั่นว่าตามประปรางค์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญกษัตริย์สร้างทั้งสิ้นนั้นคงจะมีสิ่งของมีค่าอีกเป็นจำนวนมากแน่นอน จึงชิงขุดกรุพระปรางค์ทุกองค์และเจดีย์ใหญ่สำคัญทั่วไปหมดโดยที่ทางราชการไม่สามารถจะไปเฝ้าดูแลรักษาได้ อันทำให้กรมศิลปากรมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนนโยบาย กล่าวคือนอกจากทำหน้าที่ขุดแต่งบูรณะโบราณสถานตามหลักวิชาการแล้ว จะต้องรีบขุดค้นหาวัตถุโบราณตามรอยซากเจดีย์ที่คนร้ายเคยลักขุดไว้ ตลอดจนที่คนร้ายยังไม่ได้ขุดด้วย เพราะเหตุว่าหลังจากนั้นไม่นานนัก เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2500 ได้เกิดมีคนร้ายลักขุดพระปรางค์วัดพุทไธศวรรย์ จึงเกรงว่าทางราชการจะถูกตำหนิปล่อยให้เหตุการณ์เกิดซ้ำอย่างวัดราชบูรณะอีก ซึ่งทรัพย์สมบัติของชาติถูกทำลายสูญหายจนมิอาจประเมินมุลค่าความเสียหายได้จึงได้ขออนุมัติขุดกรุ 5 แห่ง คือ วัดไชยวัฒนาราม วัดพระราม วัดพุทธไธศวรรย์ วัดใหญ่ชัยมงคล และวัดสามวิหาร เพราะตระหนักว่าถ้าขืนหล่อยทิ้งไว้คนร้ายก็จะลักขุดเสียก่อนทุกแห่งไป หลักฐานข้อมูลทางโบราณคดีประวัติศาสตร์และสมบัติมีค่านานาชนิดก็จะพลอยสูญสลายถูกทำลายหมดด้วยอย่างแน่นอน

ที่มา : เครื่องทองสมัยอยุธยา กรมศิลปากร 2548
ราคาเปิดประมูล700 บาท
ราคาปัจจุบัน1,000 บาท (ยังไม่ถึงราคาขั้นต่ำ)
เพิ่มขึ้นครั้งละ100 บาท
วันเปิดประมูลศ. - 09 ก.ย. 2559 - 08:31.48
วันปิดประมูล พฤ. - 29 ก.ย. 2559 - 08:31.48 ปิดประมูล
ผู้ตั้งประมูล
แชร์หน้านี้
รายละเอียดราคาประมูล
ราคาปัจจุบัน 1,000 บาท (ยังไม่ถึงราคาขั้นต่ำ)
เพิ่มครั้งละ100 บาท
การประมูลพระเครื่องนี้ ถูกปิดโดยระบบแล้ว
เคาะประมูล
กรุณาทำการ เข้าสู่ระบบ ก่อนทำการประมูลใดๆ
รายละเอียดผู้เสนอราคา
ผู้เสนอราคา ราคา เวลา
noomg9 (42) (-1) 49.48.251.14
1,000 บาท อ. - 13 ก.ย. 2559 - 18:29.31
กำลังโหลด...
Top