
หัวข้อ: คนหล่อแห่งดอนยายหอม
กระทู้ และ ความคิดเห็นต่างๆ
วันนี้ขออนุญาตโชว์พระสายหล่อโบราณ ของหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
ในครั้งนี้ผมได้บรรยายรายละเอียดการสร้าง พิมพ์ทรง เนื้อหา และสนนราคาปัจจุบัน ต้นปี 2554 ไปด้วย(ช่วงนี่ราคาถอยลงมานิดหน่อยเพราะกระแสหลวงปู่แผ้วที่แรง จนเซียนสายนครปฐมหันไปสนใจกันเยอะ) เพื่อประโยชน์ของท่านที่ไม่ทราบ แต่ขออนุญาตไม่ชี้จุดตำหนิการดู เพราะผมเป็นพวกงูๆ ปลาๆ ไม่ใช่เซียนใหญ่ ไม่อยากไปชี้ครับ ผิดพลาดจะไม่ดี
อย่างไรก็ตามหากมีข้อมูลใดที่ผิดพลาดหรือบางข้อมูลไปกระทบผลประโยชน์ของท่านผู้ใด ขออภัยมาในจุดนี้ ขอให้แจ้งมาได้ ผมยินดีแก้ไขหรือลบออกไป แต่อยากแจ้งให้ทราบว่าแจ้งไว้เพื่อประโยชน์ของผู้ที่ศึกษาและนับถือหลวงพ่อเงินอย่างแท้จริงครับ
หากไม่สะดวกแจ้งมาในกระทู้นี้ แจ้งผ่าน jacker.Z@hotmail.com ได้นะครับ

รายการแรก ชินราชเข่าลอย
เหรียญหล่อพระพุทธชินราช พิมพ์เข่าลอยนั้น พระเดชพระคุณ หลวงพ่อเงิน เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม ได้จัดสร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีประวัติบันทึกไว้แน่ชัด แต่เชื่อกันว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงปี 2485-2490 โดยวัตถุประสงค์ เพื่อจะไว้ตอบแทนให้กับผู้อุปถัมภ์ในการบริจาคทรัพย์ในการสร้างโบสถ์วัดดอนยายหอม โดยในการสร้างพระพุทธชินราชเข่าลอยนั้น ทางวัดได้ว่าจ้างโรงงานหล่อพระให้จัดสร้างขึ้น โดยมีนายช่างสนิท เปาวโร เป็นผู้แกะแบบพิมพ์และหล่อพระขึ้น ทำให้พระชินราชเข่าลอยนั้นมีรูปลักษณะพิมพ์ทรงและการหล่อที่งดงาม
สาเหตุที่ถูกเรียกกันว่าชินราชเข่าลอยนั้น ก็ด้วยก่อนที่จะมีการจัดสร้างชินราชเข่าลอยนั้น ทางหลวงพ่อเงินได้จัดสร้างพระพุทธชินราชหล่อเนื้อทองผสมขึ้นเองมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยจัดสร้างกันเองภายในวัด การแกะแบบได้จัดทำมาแบบศิลปะนูนต่ำ ในขณะที่ชินราชเช่าลอยนั้นจัดสร้างแบบศิลปะนูนสูง ส่วนที่แตกต่างกันมากที่สุดของทั้งสองรุ่นคือบริเวณเข่าขององค์พระพุทธชินราชนั้น ส่วนของพระพิมพ์เข่าลอยที่สร้างจากโรงงานนั้นดูจะลึก โดยส่วนของเข่านี้ยกตัวสูงจากพื้นเหรียญมาก ทำให้ถูกขนานนามว่าชินราชเข่าลอย และเช่นกันอีกพิมพ์ที่วัดจัดสร้างจึงกลายเป็นชินราชเข่าจม
พุทธลักษณะของพระรุ่นนี้ ด้านหน้าเป็นพระพุทธชินราช คือองค์พระพุทธปางมารวิชัย ประทับนั่งบนฐานบัว โดยมีเปลวพระรัศมีลายกนกปกคลุม ศิลปะแบบนูนสูงอย่างที่กล่าวไว้ เอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือพระพิมพ์นี้จะมีรอยแตกที่ขอบเหรียญด้านขวาองค์พระ คล้ายกับตัว ส. เสือ บางองค์อาจมีทั้งสองด้านแต่ด้านซ้ายองค์พระมักจะไม่ชัดและดูไม่เหมือน ส.เสือ มากนัก
ด้านหลังจะปรากฏยันต์ทั้งหมด 4 ตัว คือ ตัวอุณาโลมที่อยู่บนสุด มีตัว มิ อยู่ใต้อุณาโลม และแถวสุดท้ายสองตัวคือตัว นะ นะ ซึ่งเป็นยันต์สองตัวที่หลวงพ่อรุ่ง แห่งวัดดอนยายหอม อาจารย์ของหลวงพ่อเงินมักจะใช้จารวัตถุมงคลของท่าน ซึ่งเชื่อว่าหลวงพ่อเงินได้ใช้ยันต์สองตัวนี้เป็นการสืบทอดกันมา ในส่วนของลักษณะรูปทรงจะเป็นทรงน้ำเต้ายอดแหลม แบ่งเป็น 3 ชั้น ค่อยๆ ลดขนาดลงไป
ในการหล่อพระพุทธชินราชเข่าลอยนั้น ปรากฏว่านายช่างสนิทได้จัดสร้างพิมพ์สองหน้าขึ้นมาเองโดยทางวัดไม่ได้สั่ง คือองค์พระทั้งสองด้านจะมีพระพุทธชินราชแบบเดียวกันทั้งคู่ ซึ่งก็คาดกว่าจะเป็นองค์ยอดช่อ เนื่องจากการหล่อนั้นใช้วิธีหล่อทั้งช่อ แล้วค่อยเคาะแยกออกเป็นองค์ๆ ในภายหลัง
เนื้อหานั้นแม้จะมีการสร้างจากโรงงาน แต่ก็เป็นเนื้อโลหะผสมทำให้มีชนวนหลายประเภทที่ผสมกันอยู่ ผิวพรรณวรรณะขององค์พระจึงมีหลายสีหลายโทน ที่พบมากที่สุดคือผิววรรณะสีเหลืองออกคล้ำและมักจะมีคราบสีดำปกคลุมอยู่ ส่วนผิวสีอื่นๆ คือสีออกดำบางทีเรียกว่าเนื้อขันลงหิน คาดว่าจะแก่เงินเมื่อเกิดสนิมจึงกลับดำ ส่วนอีกสีผิวหนึ่งเรียกกันว่าผิวก้านมะลิ ซึ่งผิวจะออกโซนก้านมะลิคือสีออกเขียวเข้มจัดใกล้เคียงสีดำแต่จะขึ้นพรายเงิน
ด้านราคาการเล่นหา ปัจจุบัน(ต้นปี 2554) ราคาขยับตัวไปไกลพอสมควร แต่เนื่องจากชินราชเข่าลอยไม่มีการแยกพิมพ์แยกบล็อก บรรดาเซียนจึงแยกกันที่สีของเนื้อหาตามความหายาก หากเป็นผิวก้านมะลิ สวยๆ เวลานี้คงต้องว่ากันที่หลักหมื่นปลายถึงแสน ในขณะที่ผิวดำหรือขันลงหินงามๆ ว่ากันที่หมื่นกลางแตะหมื่นปลายนิดหน่อย ส่วนวรรณะแบบทองเหลือราคายังอยู่ที่หมื่นต้นๆ เท่านั้น และส่วนของพิมพ์สองหน้าว่ากันที่หลายแสน ส่วนตัวผู้เขียนเคยเห็นเปลี่ยนมือองค์ที่ไม่งามนักว่ากันไปที่ 180,000 บาท และองค์ที่งามจัดทั้งสองหน้าเคยมีคนเปิดไป 250,000 บาทแต่เจ้าของยังนิ่งอยู่
(อนึ่ง ผมได้ไปงานประกวดพระพันทิพ 27/3/54 องค์แชมป์เข่าลอย งามเกินบรรยาย ผิวพรายก้านมะลิเดิมๆ ทั้งองค์ ไม่เปิดไม่สึก กรรมการคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าองค์นี้แชมป์โลก เคยเปิดไป 150,000 บาท เจ้าของยังนิ่ง)
ในส่วนของท่านใดที่สนใจอยากได้ไว้ครอบครองแต่ไม่อยากจ่ายเงินหลักแสนหรือครึ่งแสน ในองค์ที่หย่อนงามลงไปก็ยังพอหาได้ที่หลักพันหรือหมื่นเศษ แต่ก็ได้พุทธคุณเท่ากัน
องค์ที่ผมโชว์อยู่นี้เนื้อผิวอออกวรรณะดำหรือขันลงหิน เขาว่าแก่เงินแต่ส่วนตัวมองว่าน่าจะแก่พวกโลหะแข็งเช่นอัลปาก้ามากกว่าองค์พระจึงหล่อไม่เรียบตึงเป็นเนื้อเดียวกัน ดังปรากฏที่รอยแยกด้านหลังองค์พระ แต่กระนั้นก็งามมากงามจัดชนิดไม่เคยโดนมือใครเลย น้ำทองติดเต็มองค์กระจายให้มองงามอย่างเพลินตาครับผม


ขออีกภาพกับองค์แรก เข่าลอย นี่เจ้าของเก่าถ่ายภาพ สาดแฟลชเยอะผิวเลยสะอาดเห็นน้ำทองชัดแจ๋ว เวลาส่องกับแสงไฟก็ออกแบบภาพนี้เลยครับ


องค์ต่อมาของใหม่เพิ่งได้มาเลยครับ ชินราชเข่าจม
พระพุทธชินราชเข่าจมนั้นเชื่อกันว่าถูกสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อราวปี 2480 และได้มีการสร้างขึ้นอีกหลายครั้ง จึงพอแบ่งช่วงการสร้างออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกคือปี 2480 ถึงปี 80 กว่าๆ และช่วงกลางว่ากันว่าราวปี 2490 กว่า และอีกครั้งคือหลังปี 2500 ที่ชัดเจนที่สุดคือที่ได้บรรจุกล่องพระชุดปี 2517
พระพุทธชินราชเข่าจมนั้นเป็นพระที่ทางวัดดอนยายหอม โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อเงินอดีตเจ้าอาวาสผู้เรืองวิทยาคมเป็นผู้จัดสร้าง ว่ากันว่ามีการสร้างกันภายในวัดดอนยายหอม โดยวิธีหล่อช่อ อาศัยโลหะที่เหล่าชาวบ้านได้บริจาคให้กับหลวงพ่อเงิน เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ที่ลงแรงและลงทรัพย์ในการจัดสร้างโบสถ์วัดดอนยายหอม
พุทธลักษณะด้านหน้าเป็นพระพุทธปางมารวิชัย นั่งบนฐานบัวมีเปลวรัศมีคล้ายพระเพลิงปกคลุมอยู่ ด้านหลังจะปรากฏยันต์ทั้งหมด 4 ตัว คือ ตัวอุณาโลมที่อยู่บนสุด มีตัว มิ อยู่ใต้อุณาโลม และแถวสุดท้ายสองตัวคือตัว นะ นะ รูปทรงมีทั้งแบบทรงน้ำเต้าสามชั้นยอดแหลม และแบบสามเหลี่ยม
เนื้อหาเป็นโลหะผสมออกหลายวรรณะ ซึ่งขอแบ่งในหมวดแยกแยกยุค ซึ่งจากที่ถามเซียนสายนครปฐมมา 3-4 คน เขาก็แยกพระยุคต้นหรือในช่วงปี 80กว่า กันหลายแบบ เช่นบางคนว่ายุค 80 กว่าๆ ต้องมีจุดที่บริเวณหน้าอกพระพุทธและต้องเป็นโลหะผิวออกแดงเข้ม เพราะพระยุคกลางจะมีจุดเช่นกันแต่สีผิวออกเหลือง เนื่องจากช่วงแรกที่จัดสร้างได้รับบริจาคโลหะพวกทองแดงมามาก ส่วนช่วงปี 9 กว่านั้นได้โลหะที่เหลือจากการสร้างโบสถ์และพระประธานมาเยอะทำให้แก่ทองเหลือง ในขณะที่อีกทางหนึ่งว่ายุคแรกจะมีจุดหรือไม่มีจุดก็ได้ แต่องค์พระต้องล่ำหนา และลึกไม่ตื้น ที่สำคัญต้องเนื้อออกแดงเข้ม ดังนั้นผู้เขียนพอสรุปได้ว่ายุคแรกต้องวรรณะออกแดงเข้มไว้ก่อน พระต้องล่ำและลึก ส่วนเรื่องจุดขอไม่ยืนยันไว้ผู้มีความรู้มาแจ้งแถลงไขให้ดีกว่า
ส่วนพระยุคกลางก็น่าจะลึกล่ำและวรรณะสีออกเหลือง ส่วนยุคท้ายเท่าที่เคยเห็นจะตื้นและองค์พระดูผอมบางและใบหน้าเรียวกว่า ส่วนผิวก็มีทั้งแบบทองเหลืองและออกขาวพรายคล้ายปรอท
อนึ่งชินราชเข่าจมเนื้อเมฆพัตนั้นอาจจะมีหลายท่านได้เคยพอเห็นมา คือเป็นชินราชเข่าจมเนื้อดำมัน แต่เป็นที่ถกเถียงกันในหมู่เซียนสายตรงอยู่ว่า ชินราชเข่าจมเนื้อเมฆพัตนั้น มีออกที่วัดหรือไม่ บ้างว่าไม่มีออกเลย บางว่ามีออกมาในยุคหลัง ดังนั้นจึงต้องไม่มีจุดที่หน้าอก แต่ส่วนตัวผู้เขียนเคยเห็นแบบที่มีจุดที่หน้าอก และหันซ้ายหันขวาก็น่าจะดีและแท้ แต่เขาว่ากันว่าอุปโลกน์ขึ้นมา ส่วนตัวผมขอไม่ออกความเห็นอะไรครับ ไม่ทราบจริงๆ และขออภัยหากการให้ข้อมูลนี้บางท่านอาจไม่ชอบใจ เป็นการว่ากันไปตามข้อมูลของเซียนสายนี้เขาว่ากันครับ
ในส่วนของชินราชเข่าจมพิมพ์สองหน้าก็มีเช่นกัน แต่หายากมากเรียกได้ว่ายากกว่าชินราชเข่าลอยสองหน้าเสียอีก เพราะส่วนตัวเคยพบเห็นแค่ครั้งเดียว จีบเขาไปที่ ห้าหมื่นก็ยังนิ่ง(ราคาเข่าจมตอนนั้นว่ากันที่พันปลายเท่านั้นเอง) และอีกทีก็มีพี่ท่านหนึ่งในเว็บสยามอมูเลทเรานี่เองที่เคยมาแจมลงโชว์ไว้ พยายามจีบแต่ไม่กล้ามากเกรงใจพี่ท่าน หวังว่าหากท่านได้แวะเข่ามาชมจะได้ลงโชว์อีกสักครั้งเป็นบุญตาครับ
สนนราคา ต้องยอมรับว่าชินราชเข่าจมนั้นขยับตัวช้ากว่าพระหล่อโบราณของหลวงพอเงินอยู่มาก ราคาปัจจุบัน หากเป็นพระยุคต้น งามๆ ไปหยุดที่ราวสองหมื่นบาทหากมีบุกกันเกินไปบ้างกับองค์ที่งามและเจอผู้ที่ชอบอย่างแท้จริง แต่กระนั้นส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ราวหมื่นเศษเท่านั้น ส่วนองค์ที่หย่อนงามหรือยุคปลายก็อยู่ที่ราวพันกลางถึงพันปลายเท่านั้นเอง ถือว่าเป็นพระดีที่หามาครอบครองได้โดยไม่แพงนัก
สาเหตุหนึ่งที่ราคาชินราชเข่าจมราคาไม่สูงและขยับตัวไปช้านอกจากความงามซึ่งไม่อาจสู้ชินราชเข่าลอยได้แล้ว ก็มีปัจจัยจากชื่อเข่าจมที่ทำให้บางท่านคิดว่าไม่เป็นมงคลเหมือนเข่าลอย ทำให้ปัจจุบันมีความพยายามที่จะเรียกพระรุ่นนี้เสียใหม่ว่าชินราชเข่าราบ เพื่อให้คล้องกับคำว่าเข่าลาภ อันอาจน่าบูชายิ่งขึ้น ดังนั้นหากเจอท่านเซียนไหนเรียกแบบนี้ก็ให้ทราบว่าเป็นรุ่นเดียวกัน แต่ส่วนตัวไม่ว่ายุคไหนหรือเรียกว่าอะไรก็เป็นพระที่น่าบูชารุ่นหนึ่งเพราะความงามคลาสสิคแบบหล่อโบราณและบารมีหลวงพ่อเงินที่เรานับถือ
องค์ที่ผมลงโชว์ของผมนั้นได้แชมป์พันทิพ 27/3/54 องค์พระล่ำสัน ใบหน้ากลมนูนมีหน้ามีตามีปากชัดเจน องค์พระชัดลึกดี วรรณะออกแดง แม้ไม่มีจุดที่หน้าอกก็งามมาก หากเป็นเซียนใหญ่คงออกตัวกันหมื่นเศษ แต่ได้มาจากนครปฐมไม่แรงเว่อร์ไปนัก มีคราบไคลเขียวติดที่หน้าพระพุทธเล็กน้อยและด้านหลังอาจติดมากไปบ้าง แต่คราบน้ำทองเดิมๆ ติดชัดเจนและยันไม่สึกแม้แต่น้อย พอชมได้นะครับ
ลืมแจ้งว่าทั้งเข่าจมและเข่าลอยมีของเก๊อยู่มาก แต่ยังไม่เคยเจอแบบทีเด็ดทีขาดจริงๆ
รูปหล่อโบราณ รุ่นแรก
รูปหล่อโบราณรุ่นแรกของหลวงพ่อเงินนั้น บางทีก็มีหลายชื่อเรียก บ้างก็เรียกรูปหล่อรุ่นแรก บ้างก็เรียกรูปหล่อ 2500 บ้างก็เรียกรูปหล่อสร้างโรงพยาบาล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนเป็นรุ่นเดียวกันทั้งหมด
รูปหล่อโบราณรุ่นแรกนี้ ออกที่วัดดอนยายหอม โดยสร้างในปี 2500 วัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปช่วยสร้างโรงพยาบาลจังหวัดนครปฐม ทำให้ได้ชื่อเรียกต่างๆ ข้างต้นมานั่นเอง
พิมพ์ทรงเป็นรูปหล่อจำลององค์หลวงพ่อเงิน ออกแบบและสร้างได้เหมือนหลวงพ่ออยู่มากทีเดียว ใบหน้าขององค์หลวงพ่อจะหมน มีจมูกขนาดเล็กและไม่โด่งมากนัก ดวงตาเป็นเบ้าลึกขนาดไม่ใหญ่ และไม่มีลูกนัยตา ปากนูนขึ้นบางๆ และสำหรับพิมพ์นิยมสุด(หน้าใหญ่ ปากแตก) จะมีรอยแตกของแม่พิมพ์บริเวณจากคางไล่ขึ้นไปชนจมูก
ลำตัวหลวงพ่อหนาเต็ม ไม่มีรอยฉลุที่ช่องแขน ผ้าสังฆฏิและเส้นจีวรติดชัดเจน มือผสานกันวางบนหน้าตัก ขาซ้อนกันแบบขัดสมาธิราบ องค์หลวงพ่อนั่งอยู่บนฐานเขียง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีตอกคำว่าหลวงพ่อเงิน ซึ่งมีทั้งแบบตอกชื่อขนาดเล็กและตอกชื่อขนาดใหญ่ แต่แบบไม่ตอกชื่อก็มีบ้างแต่น้อยมาก
ด้านหลัง ออกแบบงดงามเช่นกัน โดยผ้าสังฆฏิและเส้นจีวรก็ชัดเจนเช่นเดียวกับด้านหน้า ส่วนของผ้าสังฆฏิด้านหลังจะเลยไปถึงฐานเขียง ใต้ก้นองค์หลวงพ่อจะมีการตะไบแต่งองค์พระ รอยตะใบจะหยาบใหญ่ ขนาดโดยประมาณองค์พระ ฐานกว้างราวครึ่งนิ้วและสูงประมาณ 1 นิ้ว
วิธีการหล่อเป็นแบบหล่อช่อ เมื่อหล่อแล้วเคาะองค์พระออกจากช่อ บางองค์พบเห็นแบบมีช่อติดมาด้วยหรือแบบฐานเดื่อยก็มี ซึ่งนับว่าหายากมา
เนื้อหานั้นมีด้วยกันสองเนื้อคือส่วนใหญ่เป็นเนื้อทองผสมรมดำ อีกเนื้อคือเนื้อทองผสมไม่รมดำ ซึ่งหายากและเป็นที่นิยมกว่า กระนั้นน่าแปลกว่าในเวทีประกวดแบบรมดำจะได้รับการตัดสินให้เฉือนแบบไม่รมดำ เพราะแต่ก่อนเคยมีการเข้าใจว่าไม่รมดำนั้นอาจเป็นของเสริม ต่อเมื่อภายหลังเคลียร์แล้วก็ยังไม่เปลี่ยนในการตัดสินครับ ในส่วนของพิมพ์หรือบล็อกมีแบ่งตามนี้ เรียงจากนิยมสุดลงไปนะครับ 1.หน้าใหญ่ปากแตกตอกเล็ก 2.หน้าใหญ่ตอกเล็ก 3.หน้าใหญ่ตอกใหญ่ 4.หน้าเล็กตอกเล็ก 5. หน้าเล็กตอกใหญ่ อนึ่งพิมพ์ท้ายๆ มักไม่พูดถึงหรือไม่แบ่งละเอียดนัก ส่วนใหญ่จะพูดถึงพิมพ์นิยมเท่านั้น พิมพ์ท้ายๆ นี่เซียนแทบไม่พูดเลย
สนนราคาปัจจุบันไปไกลพอสมควร สวยๆ พิมพ์นิยมเปิดกันเกินสองหมื่น แต่ก็มีคนสู้ไม่น้อยกับราคานี้ แต่ส่วนใหญ่พอสวยราคาอยู่ราวหมื่นเศษปลายแตะสองหมื่น แบบไม่รมดำราคาอาจสูงกว่านิดหน่อยเพราะศักดิ์ศรีหายาก สำหรับพิมพ์หน้าเล็กราคาราวหมื่นเศษต้นๆ
องค์ที่โชว์นี้เป็นพิมพ์หน้าใหญ่ ปากแตก ตอกเล็ก นิยมสุด และไม่รมดำ ชนิดที่ว่าหายากจริงๆ แต่องค์นี้มีหล่อไม่เต็มที่บริเวณแขนขวาหลวงพ่อและใบหน้าอาจหล่อมาตื้นไปนิด แต่พระเดิมๆ ไม่ได้ใช้เลยครับ ฐานตะไบสวยๆ ไม่อายใครครับ
ของปลอมมีมากและปลอมมานาน ฝีมือสุดที่เคยเจอคือแบบทอดพิมพ์ ให้สังเกตเส้นจีวรจะตื้นและเลื่อน โดยเฉพาะผ้าสังฆฏินี้ขอบล้มและกลืนกับพื้นทีเดียว รวมทั้งตัวตอกชื่อหลวงพ่อตื้นล้มจากการหล่อ แบบแกะพิมพ์ใหม่จะเพี้ยนในรูปทรงและใบหน้าหลวงพ่อ


องค์ที่ 4 กริ่งดีดน้ำมนต์ครับ สวยแชมป็นะผมว่า
พระกริ่งประทานพรหรือที่รู้จักกันในชื่อ กริ่งดีดน้ำมนต์นั้น เป็นพระกริ่งรุ่นหนึ่งของพระเดชพระคุณหลวงพ่อเงิน จันทสุวัณโณได้จัดสร้างไว้ ปีที่สร้างไม่แน่ชัดราวปี 2500-2505 แต่เชื่อว่าน่าจะจัดสร้างในปี 2505 วัตถุประสงค์เพื่อน้ำเงินไปช่วยเหลือโรงเรียนประชาบาล จึงถือว่าเป้นพระกริ่งรุ่นหนึ่งที่มีเจตนารมณ์ในการจัดสร้างอย่างบริสุทธิ์ ไม่มีเรื่องพุทธพาณิชย์เหมือนพระใหม่ๆ สมัยนี้
พุทธลักษณะเป็นพระพุทธ หล่อโบราณแบบลอยองค์ ปางประทานพรกล่าวคือนั่นขัดสมาธิยกมือขวาไว้ที่หน้าอก มือซ้ายวางราบกับเข่า แต่มีเพิ่มคือบาตรที่อยู่เหนือมือซ้าย ใบหน้ากลมมน พระเกศแหลมและพระศกเป็นเม็ดเล็กๆ ลึกและชัด ตาเล็กเรียว ประทับนั่งบนฐานบัวสองชั้น ด้านหลังบริเวณองค์พระไปจนถึงฐานเป็นยันต์ลึกลงไปในตัวพระ เป็นยันต์ นะทรหด ล้อมด้วยยันต์ 4 ตัว คือ อุณาโลม ด้านบน ซ้ายขวาคือยัน พุทธ และ โธ ซึ่งเป็นชื่อของพระพุทธเจ้าในกัลป์ปัจจุบัน ด้านล่างเป็นยันต์ ยะ ซึ่งเป็นชื่อยอของพระศรีอารย์ พระพุทธเจ้าในกัลป์ต่อไป โดยยันต์ชุดนี้เป็นยันต์ประจำตัวของหลวงพ่อเงินเลยทีเดียว ดั่งจะปรากฏให้เห็นในพระแทบทุกรุ่นของหลวงพ่อในยุคแรกๆ ด้านล่างสุดเป็นยันต์ นะ ที่มีพุทธคุณด้านเมตตา โชคลาภ
ในส่วนที่ได้เรียกชื่อกันว่ากริ่งดีดน้ำมนต์นั้น เนื่องจากบาตรที่องค์พระด้านคล้ายขันน้ำมนต์ และมือขวานั้นมองดูคล้ายท่าดีดนิ้วมากทีเดียว จึงมองเหมือนกำลังดีดน้ำมนต์อยู่ จึงถูกขนานนามเช่นนั้นมาโดยตลอด นับว่ามีความเป็นมงคลให้กับผู้ใช้ผู้ครอบครองอีกประการหนึ่งด้วย ที่ได้รับทั้งพรและน้ำมนต์จากหลวงพ่อตลอดเวลา
การหล่อเป็นวิธีหล่อโบราณแบบหล่อช่อ ใช้ดินไทยเป็นเบ้า เมื่อแกะแบบแล้วจึงเคาะออกจากช่อและตะไบก้นให้เรียกร้อย ก่อนจะเจาะรูและใส่เม็ดกริ่ง หลังจากนั้นอุดด้วยโลหะและตะไบแต่งอีกครั้ง อาจมีหลายองค์ที่แกะเอาเบ้าดินไทยออกไม่หมดและเจ้าของเก็บรักษาดี ขี้เบ้าจะยังคงติดชัดอยู่ช่วยให้ง่ายในการพิจารณาขึ้น
เนื้อหาเป็นโลหะผสม โดยส่วนใหญ่วรรณะจะออกเหลืองแบบทองเหลือง แต่ก็ยังมีวรรณะออกแดงเข้มกลับดำ ซึ่งน่าจะแก่ทองแดง แต่บางคนจะเรียกผิวแบบนี้ว่านวะโลหะ แต่ประวัติสร้างจากวัดมีแค่เนื้อเดียว จึงน่าจะแก่ทองแดงเสียมากกว่า
ราคาเล่นหาตอนนี้สวยๆ ว่ากันที่ราวสองหมื่นบาทและอาจเลยไปเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ราคาอยู่ที่ราวหมื่นเศษ เท่านั้น แต่ด้วยความที่หายากและทำมาน้อยผู้เขียนเองยังไม่เคยเห็นเปลี่ยนมือกันต่ำกว่าหมื่นในยุคปัจจุบันนี้เลย แต่หากเจอองค์ที่หย่อนงามก็อาจจะราคาถอยมาที่หลักพันได้ แต่เจ้าของมักจะไม่ยอมปล่อย เพราะเป้นพระรุ่นหนึ่งที่ประสพการณ์เรื่องเมตตาโชคลาภดีมากๆ ใครพบเจออย่าปล่อยให้พลาดไปครับ
องค์ที่ผมลงโชว์เป็นเนื้อแก่ทองแดง กลับดำพอสวยและมีขี้เบ้าเดิมๆ เต็มองค์ จัดว่างามมากองค์หนึ่ง จัดว่าถ้ามีงานประกวดรายการไหนเปิดกริ่งดีดน้ำมนต์น่าจะมีลุ้นแชมป์พอตัว แต่กลัวเจอพวกมีเดือยมีช่อติดมาสู้เขาไม่ได้ครับ แต่แปลกว่ากริ่งดีดน้ำมนต์นี่หลายรายการไม่เปิดประกวดงงเหมือนกัน
ของปลอมมีอยู่บ้างไม่คอยเห็น ตื้นๆ โดยเฉพาะยันต์ด้านหลังจะไม่ชัดครับ


องค์ที่ 5 กริ่งเชียงแสนครับ
พระกริ่งเชียงเสน เป็นพระกริ่งที่มีสนนราคาย่อมเยากว่าพระกริ่งทั้งหมดของหลวงพ่อเงินท่าน อาจจะด้วยจำนวนสร้างและพุทธลักษณะเช่นไรก็ไม่อาจทราบได้ แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีของกลุ่มลูกศิษย์ลูกหา ที่ทำให้มีโอกาสเป็นเจ้าของวัตถุมงคลของท่านได้ไม่ยากนัก
พระกริ่งเชียงแสนนั้น เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่จัดสร้างกันในวัดดอนยายหอมเอง ด้วยวิธีหล่อโบราณแบบหล่อช่อ หลังจากเคาะออกจากช่อจะมีการเจาะรูที่ก้นใส่เม็ดกริ่ง แล้วปิดรู้ก่อนตะไบปิดอีกครั้ง เนื้อโลหะผสม วรรณะจะออกเหลืองแบบทองเหลืองทั้งหมด
โดยจัดสร้างกันในปี 2500 เพื่อให้ลูกศิษย์ที่เคารพรักได้เช่าเพื่อนำเงินไว้ใช้บูรณะวัดต่อไป แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนักทางวัดจึงนำไปรมดำเพื่อให้สวยงาม จึงมีการแบ่งเป็นสองเนื้อคือแบบไม่รมดำที่เป็นที่นิยมมากกว่า และแบบรมดำที่หาได้ไม่ยากนัก
พุทธลักษณะเป็นพระพุทธหล่อลอยองค์ ปางสมาธิ นั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานบัวเล็บช้างชั้นเดียว ซึ่งเป็นแบบศิลปะเชียงแสน ทำให้กริ่งรุ่นนี้ถูกเรียกกว่ากริ่งเชียงแสนนั่นเอง ใบหน้าอวบอูมแบบผลมะตู ดวงตานูนใหญ่ เม็ดพระศกกลมเป็นเม็ดชัดเจน พระเกศกลมแหลม ด้านหลังบริเวณองค์พระไปจนถึงฐานเป็นยันต์ลึกลงไปในตัวพระ เป็นยันต์ นะทรหด ล้อมด้วยยันต์ 4 ตัว คือ อุณาโลม ด้านบน ซ้ายขวาคือยัน พุทธ และ โธ ซึ่งเป็นชื่อของพระพุทธเจ้าในกัลป์ปัจจุบัน ด้านล่างเป็นยันต์ ยะ ซึ่งเป็นชื่อยอของพระศรีอารย์ พระพุทธเจ้าในกัลป์ต่อไป ด้านล่างสุดเป็นยันต์ นะ ที่มีพุทธคุณด้านเมตตา โชคลาภ
สนนราคาเล่นหา หากเป็นเนื้อไม่รมดำราคาว่ากันที่พันปลาย แต่ผู้เขียนเคยพอเจอแบบที่มีก้านช่อหรือเดือยติดมาด้วย ลุยกันไปที่หลักหมื่นทีเดียว ส่วนแบบรมดำ สวยๆ ประมาณพันกลางเท่านั้น สำหรับองค์ที่หย่อนงามราคาคงถอยมาที่พันต้นแต่ก็หายาก เพราะรุ่นนี้จะใช้คงต้องเลี่ยมกันเสียก่อน เพราะไม่มีหูในตัว
องค์ของผมเป็นแบบรมดำ ไม่งามมากนัก แต่ความพิเศษอยู่ที่เจ้าของเก่าได้นำเข้าพิธีสวดภาณยักษ์ใหญ่ที่วัดดอนยายหอม สมัยที่หลวงพ่อแช่มเป็นเจ้าอาวาส และหลวงพ่อได้พรมน้ำมนต์มาโดนบริเวณใบหน้าและพระเกศ ทำให้มีสนิมหยกขึ้นสวยครับ เรียกได้ว่าเป็นกริ่งสองอาจารย์แล้วกัน
ของเก๊ที่เคยเห็น องค์จะผอมๆ กว่า ใบหน้ายาวเรียวกว่า และใบหน้าจะเพี้ยนนิดๆ


องค์ที่ 6 บารมี 10 ทัศน์
บารมีสิบทัศน์หล่อโบราณ พระที่สร้างชื่อให้หลวงพ่อเงินมีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยแรกๆ ต้องยกให้บารมีสิบทัศน์นี่เอง แต่ในการสร้างในยุคแรกๆ หลวงพ่อเงินท่านจะสร้างเป็นเนื้อดินหรือไม่ก็ผงใบลาน แต่ภายหลังได้มีการสร้างเป็นเนื้อโลหะทั้งแบบปั๊มและหล่อโบราณ
ในส่วนของการหล่อโบราณบ้างอ้างว่าเป็นยุคต้น แต่ส่วนตัวผู้เขียนทราบว่าเป็นพระที่ทำขึ้นในปี 2509 เป็นพระหล่อโบราณแบบก้านช่อ มีขนาดใหญ่ที่เดียว พุทธลักษณะเป็นทรงคล้ายห้าเหลี่ยม มีพระพุทธปางนั่ง 5 องค์ นั่งอยู่แถวล่างปางต่างกันไป และประทับยืนเหนือแถวนั่งอีก 5 องค์ปางต่างกันไปเช่นกัน ด้านบนขององค์พระพุทธทั้งสิบมีซุ้มประตูยอดแหลมปกคลุมอยู่ทั้งหมด และด้านล่างมีฐานบัลลังก์ 2 ชั้นรองรับอยู่ ด้านหลัง มียันต์พระเจ้าห้าพระองค์ และอุณาโลมอยู่ด้านบน
เนื้อหานั้นมีด้วยกันหลายเนื้อ ที่เยอะที่สุดคือโลหะผสมแก่ทองเหลือง รองมาคือชินตะกั่ว เมฆพัต เมฆสิทธิ์ นอกจากนั้นยังมีพวกเนื้อพิเศษต่างๆ ตามที่ได้รับบริจาคโลหะมาจากชาวบ้าน เช่น เนื้อใบพัดเรือ เนื้อขาปิ่นโต เนื้อช้อนส้อม เป็นต้น
สนนราคาว่ากันที่พันกลางสำหรับเนื้อปกติ แต่พวกเนื้อพิเศษราคาจะไปอยู่ที่พันปลายหรือเกินหมื่นแล้วแต่การตั้งราคาของเจ้าของ กระนั้นก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก เพราะขนาดองค์พระที่ใหญ่ และผู้สนใจเล่นหาที่ไม่มากนัก ทำให้กลุ่มผู้เช่าที่ชอบและนับถือในพระเดชพระคุณหลวงพ่อเงิน มักจะหาผู้เช่าต่อยาก ราคาจึงขยับไปช้ามากๆ
องค์ที่โชว์ของผม เป็นเนื้อชินตะกั่ว ไม่งามนักเพราะหล่อมาตื้นไปบ้าง แต่ก็ดูมีเสน่ห์ที่ขึ้นไขขาวตามตำราชินตะกั่วครับ
ของเก๊ก็มีเยอะครับ มากมายจริงๆ หลายฝีมือด้วยระวังครับ


ที่จริงในบรรดาพระหล่อของพระเดชพระคุณหลวงพ่อเงินนั้น ยังคงมีหลักๆ กันอีกสองรุ่น
นั่นคือกริ่งพันตำลึงทอง ที่สร้างในปี 2513 คราวฉลองหลวงพ่อเงินอายุ 80 ปี มี 3 เนื้อ ทองคำว่ากันไปที่หลักแสนหลายๆแสนครับ เนื้อเงินอยู่ที่หมื่นกลาง และนวโลหะที่หลักหมื่นต้น
สุดท้ายคือชินราชก้ามปู ที่เอาพิมพ์ทรงของก้านปูเนื้อใบลานเป็นแบบ แล้วหล่อขึ้นมาด้วยเนื้อแร่และเมฆพัต สนนราคาอยู่ที่พันกลางถึงปลายครับ
ส่วนเรื่องประวัติและพุทธลักษณะขอยังไม่เจาะจงลงไปนะครับ เพราะยังไม่มีของโชว์ อีกอย่างเริ่มขี้เกียจแล้ว แต่ขอว่าถ้าวันหน้าได้เป็นเจ้าของจะมาลงบรรยายเพิ่มครับผม
สุดท้ายของให้พี่ๆ ทุกท่านโชคดีมีความสุด มีเงิน มีทอง โชคลาภมากล้น บารมีมากหลาย เสน่ห์มากมาย และร่างกายไร้โรคครับ


เห็นแล้วอึ้งค่ะ..สวยจริง ๆ