หัวข้อ: รูปหล่อโบราณหลวงพ่ออะไรครับ
กระทู้ และ ความคิดเห็นต่างๆ
พระที่บ้านครับไม่รู้ที่มาครับ
หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว จังหวัดสุพรรณบุรี ครับ
ประวัติ หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว ตำบลทับตีเหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านเป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากอีกท่านหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี ถือกำเนินในปีมะโรง ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๓๕ ณ บ้านสามหมื่น ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ในครอบครัวของชาวนา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ท่านอายุครบ ๒๑ ปี จึงได้อุปสมบท ที่วัดมะนาว และได้อยู่ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอยู่ ๓ พรรษา และท่านได้เข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์กับพระเกจิผู้มีชื่อเสียงโด่งดังสองท่านในจังหวัดสุพรรณบุรีคือ
๑. หลวงพ่อเนียม วัดน้อย
๒. หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน
ท่านทั้งสองซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดพระเกจิของจังหวัดสุพรรณบุรีในยุคนั้น ต่อมาหลวงพ่อโบ้ยเดินทางไปศึกษาพระธรรมวินัยต่อที่ วัดชีปาขาว (วัดศรีสุดาราม) ธนบุรี กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๙ จากนั้นก็ไปศึกษาต่อด้านวิปัสสนากรรมฐานที่ วัดอัมรินทราราม กรุงเทพฯ อยู่ราว ๘-๙ ปี ก็ได้เดินทางกลับมาจำพรรษาที่ วัดมะนาว ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ และในเวลาต่อมาท่านก็ได้เดินทางไปศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐานเพิ่มเติมกับ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พระเกจิผู้มีชื่อเสียงโด่งดังด้านวิปัสนากรรมฐานและวิชาอาคมต่างๆของจังหวัดอยุธยา อีก ๑ พรรษา จึงกลับมาจำพรรษาที่ วัดมะนาว จนกระทั่งละสังฆารลง เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕o๘ นับได้ว่าหลวงพ่อโบ้ย เป็นศิษย์ของครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นถึง ๓ รูป วัตรปฎิบัติที่ท่านทำอยู่เป็นประจำคือตื่นนอนตั้งแต่ตี ๔ สวดมนต์ทำวัตรเช้า แล้วออกบิณฑบาต เมื่อกลับมาถึงวัดก็จะนิมนต์พระสงฆ์ในวัดทั้งหมดมาเข้าแถว แล้วท่านก็จะตักข้าวที่บิณฑบาตมาได้ ใส่ในบาตรของพระทุกรูป อีกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับท่านคือ หลวงพ่อโบ้ยท่านเป็นพระที่สมถะ รักสันโดษและมักน้อย ไม่สะสมทรัพย์สินใดๆเลย คราวใดที่ท่านรับนิมนต์ หากมีการถวายปัจจัยเป็นจำนวนมาก ท่านจะไม่รับ ท่านจำพรรษาอยู่ที่ วัดมะนาว โดยอยู่ในฐานะพระลูกวัดและไม่ยอมรับครองผ้ากฐินอีกด้วย หลวงพ่อโบ้ยสร้างพระเครื่องครั้งแรกเมื่อราวปีพ.ศ. ๒๔๗๓ ซึ่งในขณะนั้นท่านมีอายุเพียง ๓๘ ปีเท่านั้น ต้องพูดได้ว่ายังเป็นพระหนุ่มอยู่ สมัยนั้นการสร้างวัตถุมงคลต่าง ๆ หากท่านไม่มั่นใจว่าดีจริงแล้ว จะไม่ยอมสร้างขึ้นเด็ดขาด เพราะท่านกลัวจะทำให้เสื่อมเสียไปถึงครูบาอาจารย์ของท่านที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาให้ท่านจะพลอยเซื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย แต่ทว่า หลวงพ่อโบ้ย ในเวลานั้นท่านคงจะทราบวาระจิตของท่านดีและประกอบกับท่านตั้งใจเป็นอย่างมากโดยเจตนาบริสุทธ์ ไม่ได้เป็นการสร้างเพื่อหวังชื่อเสียง วัตถุมงคลของท่านนั้นท่านได้ทำการปลุกเสกด้วยตัวท่านเองเพียงคนเดียวเท่านั้น นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ภูมิทางวิปัสสนาของท่านในช่วงนั้นอยู่ในชั้นสูง จึงทำให้พระเครื่องของท่านมีพุทธคุณสูงและมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ จนถึงปัจจุบัน กรรมวิธีการสร้างพระเครื่องของท่านก็เป็นไปอย่างไม่ยากเย็นนัก โดยท่านจะใช้เนื้อทองเหลืองเป็นหลักและยังมีโลหะอื่น ๆ โดยให้ชาวบ้านแถวนั้นที่มีความศรัทธานำสิ่งที่มีอยู่มาร่วมหล่อพระ อาธิเช่น ขัน ถาด ตะบันหมาก จาน ช้อน ส้อม รวมไปถึงเครื่องประดับต่างๆ เช่น สร้อย แหวน ข้อมือ ต่างหู เข็มขัด และ ปิ่นปักผม ที่เป็นโลหะเนื้อ ๑.ทองคำ ๒.เงิน ๓.นาค เป็นต้น หลังจากนั้นจะนำมาหล่อหลอมให้เป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนเรื่องพิมพ์ทรงนั้นส่วนใหญ่ท่านจะนำพระที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมาถอดพิมพ์ไม่ว่าจะเป็นของพระเกจิอาจารย์ยุคเก่า ๆ หรือพระกรุ รวม ๆ แล้วก็ร่วมประมาณ ๓o กว่าพิมพ์ อาธิ
๑. พิมพ์พระกรุมเหศวร
๒. พิมพพระขุนแผนหลังจักรนาราย
๓. พิมพ์ทรงสัตว์ (ของหลวงพ่อปาน)
๔. พิมพ์งบน้ำอ้อย (ของหลวงพ่อเนียม)
๕.พิมพ์พระลีลา (ของหลวงพ่อโหน่ง)
๖. พิมพ์นางกวัก เป็นต้น แล้วนำมาต่อเป็นแผงจากนั้นจึงเทมวลสารที่หลอมเตรียมไว้แล้วลงไป ดังนั้นลักษณะพระเครื่องของท่านจะเป็นแบบหล่อโบราณ ดังนั้นในพระแท้ของท่านหากได้ส่องลึกๆ เข้าไปที่เนื้อหาจะพบว่าเป็นเนื้อทองผสม แต่จะมีปรากฏเกล็ดเหลือง ๆ (ทองคำ) หรือเกล็ดขาว ๆ (เงิน) ผสมผสานอยู่ด้วย การสร้างพระเครื่องของท่านนั้นจัดสร้างเรื่อยๆติดต่อกัน ดังนั้นเนื้อหาจะไม่เหมือนกันตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าวาระนั้นชาวบ้านได้นำของสิ่งใดมาร่วมบริจาคหล่อพระ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ ท่านปลุกเสกเดี่ยวโดยลำพัง โดยทุกวันหลังจากทำวัตรเช้าเสร็จท่านก็จะนำพระที่เทหล่อเสร็จแล้วไปปลุกเสกในพระอุโบสถ จนรุ่งเช้าได้เวลาบิณฑบาต จึงนำเอาพระเครื่องไปแจกชาวบ้านด้วย นอกจากพระเครื่องหล่อโบราณดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ท่านยังได้สร้างพระเครื่องอีกหลายเนื้อด้วยเช่นกัน ตามบันทึกกล่าวว่า ท่านสร้างพระเครื่องเนื้อดินเผาในปีพ.ศ. ๒๔๗๙ ซึ่งมากพอประมาณตามตำรับของ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ผู้เป็นอาจารย์ของท่านทุกประการ คือมีผงวิเศษอุดที่ด้านบน ส่วนในเรื่องพิมพ์ทรงนั้นจะมีพิมพ์ทรงโค พิมพ์ทรงราชสีห์ พิมพ์ทรงเต่า ซึ่งเป็นการไม่วัดรอยเท้าครูบาอาจารย์ (โบราณถือเรื่องนี้กันมาก) และเป็นข้อดีในการพิจารณาแยกพิมพ์ทรงได้อย่างชัดเจน และเมื่อปีพ.ศ. ๒๕oo ท่านได้สร้างพระผงพิมพ์รูปเหมือนเป็นพระเนื้อดินเผาเช่นกันโดยมีชานหมาก ผงธูปกรรมฐาน ดอกไม้แห้งบูชาพระ ฯลฯ เป็นมวลสารหลัก นอกจากนั้นท่านได้สร้างเหรียญเมื่อปีพ.ศ. ๒๕o๘ เป็นรูปเต็มองค์ แต่ค่าความนิยมนั้นจะน้อยกว่าแบบหล่อโบราณมากครับ ประสบการณ์ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ใดจะเด่นไปทางด้านแคล้วคลาด คงกระพัน มหาอุตม์ เรียกได้ว่า เจอกันไปมากต่อมาก หลวงพ่อท่านได้มรณะเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕o๘ ในวันฌาปนกิจประชาชนได้มาชุมนุมกันคับคั่ง(ได้สร้างเหรียญกลมครึ่งองค์แจกในงานนี้) ประวัตินี้ได้อ้างอิงมาจากหนังสือ พระเครื่องเมืองสุพรรณครับ.............*




