เรื่องของ "หนัง" - webpra

หัวข้อ: เรื่องของ "หนัง"

กระทู้ และ ความคิดเห็นต่างๆ

เรื่องของ "หนัง"
คะแนน ความคิดเห็นที่มีประโยชน์: 3
onepeer
ตั้ง: 59 ตอบ: 1696
คะแนน: 306
ร้านค้า:
รายละเอียด

          ก็เอาเรื่องเบาๆที่เคยเห็นมาเล่าสู่กันฟังนะครับ  พักเรื่องวุ่นวาย ปวดหัว  ไปซะบ้าง  คิดว่าประเดี๋ยวก็คงดีเอง  ถ้ายังไม่ดีก็บ้านใคร บ้านมัน  ครับผม                                               

          เรื่องของ "หนัง"  ที่ผมจะกล่าวนี้  ไม่ใช่หนังที่เป็นภาพยนตร์นะครับ  เขียนเหมือนกัน  แต่ความหมายคนละเรื่องเลย  เป็นหนังที่ห่อหุ้มร่างกายมนุษย์เรานี่เอง  แต่จะเป็นเรื่องเป็นราวอย่างไร ติดตามกันต่อไป  (แหะ..แหะ..ขออภัยนะครับอย่าเพิ่งเลี่ยน)     

          เรื่องของเรื่องตั้งแต่ผมยังรุ่นกระทงอยู่ ก็หลายสิบปีมาแล้ว  ตั้งแต่ย้ายบ้านจากถิ่นกำเนิดย่านเจริญนครมาพำนักอยู่แถบบางขุนเทียนซึ่งเวลานั้นยังเป็นสวนอยู่เลยครับ  รถประจำทางสาย 43 กับ สาย10 ยังวิ่งบนถนนที่เหมือนกับบนท้องร่องสวนยังไงยังงั้น  สะพานที่ข้ามคลองด่านเชื่อมระหว่างจอมทองไปเอกชัย ยังกำลังก่อสร้างอยู่เลย  ใครที่เคยอยู่แถวนั้นคงนึกออก เปลี่ยวน่าดู  ตกค่ำเดินเข้าบ้านมันเย็นยะเยือกอย่างไรพิกล                        

          ก็พอดีไปเจอเพื่อนซี้ที่เคยเรียนอยู่ชั้นมัธยมด้วยกัน  เพราะบ้านเพื่อนก็อยู่ในละแวกไม่ไกลจากบ้านผมเท่าไรนัก  เจ้าเพื่อนซี้คนนี้ก็เลยชักชวนไปเที่ยวบ้านที่อยู่ริมคลองดูเหมือนจะเป็นคลองดาวคะนองหรือไงเนี่ยในฐานะเจ้าถิ่น  เลยไปมาหาสู่กันเป็นประจำจนคุ้นเคยสนิทสนมกับบรรดาญาติๆของเพื่อน                           

          บ้านของญาติพี่น้องของเจ้าเพื่อนผมก็อยู่ตรงข้ามฝั่งคลอง ถ้าจะข้ามไปก็ต้องพายเรือข้ามไป ว่ายข้ามไม่ไหวเพราะคลองช่วงนั้นกว้างเหมือนกันเรียกว่าต้องตะโกนเรียกกันแสบคอถึงจะได้ยิน  ก็รวมถึงบ้าน "น้าเดช" น้าคนเล็กของเจ้าเพื่อนผมซึ่งมีอายุต่างจากพวกผมก็ราว 10 ปี                                      

          น้าเดช  แกมีอาชีพทำสวนซึ่งก็เป็นที่ของแกเองเป็นมรดกตกทอดที่พ่อแม่ทำและหาเอาไว้ให้  ส่วนอาชีพรองก็ขับเรือยนต์รับจ้างบรรทุกของสวนไปขายตามที่ต่างๆแล้วแต่ใครจะว่าจ้างไป  ซึ่งเรือยนต์สมัยนั้นไม่ใช่เรือหางยาวเหมือนในปัจจุบันนี้นะครับ  แต่เป็นเรือยนต์ที่บางท่าเรือเขาใช้บรรทุกคนข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาที่สมัยก่อนเรียกกันว่าเรือ"แท๊กซี่" ใครเกิดทันรุ่นนั้นคงเคยเห็นและนึกออกมังครับ 

          หุ่นของน้าเดชนี่ก็แบบชาวสวนทั่วไป มะขามข้อเดียว คล้ำออกดำ  ตามร่างกายเขียวปึ้ดไปด้วยรอยสักยันต์  ทั้งอักขระขอม  และรูปต่างๆ  ทั้งหนุมาน เสือ สิงห์ กระทิง ส่วนแรดไม่มีครับ  เพราะคงไม่มีอาจารย์สำนักไหนสักแรดเป็นเอกลักษณ์แน่  และที่สำคัญพวกสัตว์เลื้อยคลาน น้าเดชแกไม่ยอมให้มาอยู่บนตัวแกเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นมังกร หรือ งู  แกบอกแกกลัวเพราะแกเกิดปีหนู                 

          ว่ากันว่า น้าเดช  แกเป็นคนหนังดี (ชักเข้าเรื่องแล้ว) หมายถึงคงกระพันชาตรี ฟันแทงไม่เข้า อาจารย์ที่ไหนว่าเก่งๆแกไปกราบฝากตัวเป็นลูกศิษย์หมด  ได้ทั้งคาถา ได้ทั้งพระเครื่อง  แกมีหมด หลวงพ่อ หลวงปู่ ดังๆละแวกแถบบางขุนเทียน จะไปไหนทีก็ห้อยพระเครื่องพวงโตไปด้วย  เพื่อนผมซึ่งเป็นหลานชายน้าเดชมันเล่าให้ฟังว่า  ความที่น้าเดชเป็นคนมีวิชา เชื่อตัวเองว่าเหนียว ก็เที่ยวตะลอนๆไปกับเพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกัน  ที่โน่นบ้าง งานวัดไกลๆต่างถิ่นบ้าง                        

          บางครั้งก็กลับบ้านแบบทุลักทุเล หามร่องแร่งๆ มา  เพื่อนพามาส่ง สภาพของเพื่อนก็ไม่ต่างกันเท่าไร หัวร้างข้างแตก บ้างก็เลือดท่วมตัวเพราะโดนอีดาบเจ้าถิ่นฟันเข้าให้  แต่เชื่อไหมครับน้าเดชสภาพเสื้อผ้ากะรุ่ง กะริ่ง  ทั้งรอยดาบฟันจนเสื้อขาด รอยถูกแทง รอยถูกตีจนบวมปูด  แต่ไม่มีรอยแผลให้เห็นเลือดเลย  เท็จจริงอย่างไร ก็ไปด่าคนเล่าคือไอ้เพื่อนผมก็แล้วกัน  กลับบ้านมาก็ปฐมพยาบาลหยอดน้ำข้าวต้ม บางที่เป็นเดือนๆกว่าจะฟื้นตัว   พอหายก็เอาอีก เป็นอย่างนี้ประจำ  จนกระทั่งมีเมียก็เลยซาๆไป  เพราะกลัวเมียด่า      

          เมียน้าเดชแกชื่อ "น้าศรี"  นัยว่าเป็นคนทางวัดเลา  พ่อ แม่ มีฐานะ  เรือกสวนหลายขนัด  พ่อของน้าศรีเป็นนักเลงเก่าดุบรรลัย  แต่น้าเดชแกก็ไปฉกแย่งหนุ่มเจ้าถิ่นมาครองได้สำเร็จ  แต่กว่าจะได้เมียคนนี้ก็ต้องฝ่าดงตีน ไม้คมแฝก มีดดาบ  และไม้ตะพดของพ่อตามาอย่างโชกโชน  เลยทำให้แกทั้งรัก ทั้งเกรงใจน้าศรี  ชี้นกบอกว่าไม้  น้าเดชก็ต้องว่าไม้  หือไม่ได้ เข้าทำนองนักเลงกลัวเมีย แต่น้าศรีแกก็มีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่ง คือโรคบ้าจี้  ถ้าใครอยู่ใกล้ตะโกนเสียงดังๆให้แกตกใจ และบอกให้แกทำอะไร แกทำทั้งนั้น  ไม่ว่าจะรำลิเก กอดผัว หรือจูบผัว  แต่ก็ไม่มีใครยุให้แก้ผ้าเพราะกลัวตีนน้าเดช                          

         บ่ายแก่ๆวันหนึ่งเจ้าเพื่อนซี้ผมก็มาชวนข้ามไปบ้านน้าเดช  พอได้เวลาก็ยกกลุ่มไปหลังบ้าน ปูเสื่อสาดกันอย่างดี  พวกที่ทำกับแกล้มก็ช่วยเป็นลูกมือให้น้าศรี  ส่วนอีกพวกก็เข้าไปท้ายสวน ขุดเอากระแช่ ที่หมักเอาไว้ได้ที่แล้วมาเป็นเสบียง  ไอ้เจ้ากระแช่นี้เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของพื้นที่แถบนั้นจริงๆพอๆกับน้ำตาลเมา  เพราะแถบนั้นทำสวนมะพร้าว และทำน้ำตาลมะพร้าวด้วย  ผมก็ได้แต่กินอย่างเดียวส่วนวิธีการทำของเครื่องดื่มเหล่านี้เพื่อนมันเคยบอกให้ฟังเหมือนกัน  แต่พอเมาแล้วก็ลืมหมด  ตอนกินมันก็เพลินดี  แต่พอได้ที่ลุกยืน  แหม..มันร่อนถลา บางครั้งเล่นเอาตกท้องร่องสวนก็มี                                      

          เสียงน้าศรีตำน้ำพริกเสียงดังฟังชัด  แว่วๆมาว่าพรรคพวกได้ปลาไหลที่ดักเอาไว้มาหลายตัว ก็คงจะเป็นผัดเผ็ดปลาไหลเมนูหลัก  ส่วนผมกับพรรคพวกก็ละเลียดกระแช่ผสมน้ำตาลเมากรึ่มรอกับแกล้ม  ซักพักน้าเดชก็เข้าไปหยอกกับภรรเมียสุดที่รักเป็นที่ครื้นเครง  โดยตะโกนข้างหูบอกให้รำลิเก  น้าศรีก็รำป้อโดยถือไม้ตีพริกรำไปด้วย โดยมีน้าเดชปรบมือให้จังหวะอยู่ใกล้ๆ  พอได้จังหวะก็ตะโกน "กอด" น้าศรีก็โดดกอดผัวทันที  เจ้ากรรมจริงๆครับ ไม่รู้ไอ้ขี้เมาคนไหนเสือกแหกปากตะโกน "ตี"  เท่านั้นแหละครับ เห็นคาตาเลย สากกระเบือดุ้นเบ้อเริ่มในมือน้าศรีหวดเปรี้ยงเข้ากลางกบาลน้าเดช ร่วง ครับ ลงไปกองกับพื้น เลือดทะลักโทรมหัวเลย                     

          หมดกันครับ...นักเลงหนังเหนียวที่คงกระพันผ่านศึก ตี รัน ฟัน แทง มาอย่างโชกโชน  มาเสียเลือดให้สากกระเบือที่ตำน้ำพริกของเมียเข้าให้  เข้าตำรา "ปลาตายน้ำตื้น"  นับตั้งแต่วันนั้นซึ่งผ่านมาหลายสิบปีแล้ว  ผมก็ยังคิดไม่ออกว่า  มันมาจากสาเหตุใด  ทำไมหนังถึงไม่เหนียว  ใครพอรู้ช่วยให้คำตอบด้วย... ครับผม...

         

                            

โพสต์เมื่อ พฤ. - 22 พ.ค. 2557 - 22:17.13
ความคิดเห็นที่ 1:
คะแนน ความคิดเห็นที่มีประโยชน์: 1
หนุ่ยพุทธบูชา
ตั้ง: 188 ตอบ: 863
คะแนน: 367
รายละเอียด

...:D:D:D แหม..กำลังเครียดเลยครับ (เพราะไม่ได้นั่งสบตากับพี่โดม..น้องเจนนี่ทางทีวี.ช่องน้อยสี) ขอบคุณอาจารย์มากครับ

ปล.เสือ-กะ-บาก.. อยู่ในหมวดไม่ใช่ของมีคมหน่ะครับ. เลยเป็นข้อยกเว้น! ของหนังเหนียวจร้า!..

โพสต์เมื่อ พฤ. - 22 พ.ค. 2557 - 23:20.47
ความคิดเห็นที่ 2:
คะแนน ความคิดเห็นที่มีประโยชน์: 1
dorn80
ตั้ง: 73 ตอบ: 558
คะแนน: 184
รายละเอียด

วันนี้ถือโอกาสหยุดงานกันซะเลย...(23/5/14)

เรื่องอื่นไม่พูดหละวันนี้...ก็เข้ามาล้อมวงด้วย ฟังตนเก่าเล่าความหลังก็มันส์..ดีครับ เพราะครั้งหนึ่งเมื่อเกือบ 30 ปี ที่แล้วก็อยู่แถวๆนั้นนานหลายปีเหมือนๆกัน อาศัยบ้านพี่สาวอยู่ อยู่มาตั้งสมัย ถนนสายธนบรี-ปากท่อยังไม่ก่อสร้าง(พระราม 2) ซึ่งตอนนั้นก็ร่ำลือถึงเรื่องความล่าช้าและเรียกกันว่า ถนน 7 ชั่วโคตร ในขณะที่กำลังก่อสร้างนั้นก็ได้ก่อกำเนิด (อันนี้ต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่าอาจจะเป็น part 2 ของอาจารย์ onepeer ก็ได้ครับ)  ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องของความเชื่อกันครับ...ในขณะที่ทำถนนกันอยู่..คือทำไปได้ซัก 5 - 6 กม. นั้นก็ปรากฏว่ามีคนงานเค้าฝันถึงงูจงอาง ในฝันนั้นบอกว่าขอเวลาซัก 7 วันก่อน...อย่าพึ่งทำเนื่องจากว่าตัวเองท้องแก่แล้ว...เมื่อคลอดแล้วจะย้ายไปอยู่ที่อื่น นั้นก็คือความฝัน..หลังจากที่เล่าเรื่องให้หัวหน้าคนงานทราบแล้ว แต่ก็ยังคงให้เดินหน้าทำงานกันต่อไป..หลังจากนั้นก็ได้มีการปรับดินถมที่ขยายผิวถนน รถเกรด ก็ได้ไปทับครอบครัวงูจงอาง ตายทั้งสิ้น..เมื่อคนงานรู้ตัวว่าตนเองขับรถทับงูจงอางตาย ก็ตกใจ รีบขับรถกลับที่แค็มป์พักคนงานด้วยความกลัวก็รีบตะโกนเรียก ลูกเมีย ออกมาเพื่อหนีวิญญาณอาฆาต ของงูจงอาง ซึ่งขณะนั้นลูกเมียก็มายืนรอแล้วที่หลังรถ แต่ฝ่ายสามีมองไม่เห็นก็ถอยหลังไปทับลูกเมีย เสียชีวิตตามกันไปกับครอบครัวงูจงอาง...ซึ่งทำให้เขาเสียใจมากกลายเป็นคนเสียสติไปในเวลาต่อมา

และถนนบริเวณนั้นก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมาก..จนได้มีการเชิญพราหมณ์มาทำพิธีตั้งศาลและต่อมามีการขยายถนนพระราม2 เป็น สองเลน ศาลก็ได้ย้ายที่อีกคร้ง ปัจจุบันตั้งอยูที่ ซ.48 บางขุนเทียน เลยเซนทรัล พระราม2 นิดเดียวเอง ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็ฟังมาอีกทีครับและประสพการณ์จริงบ้าง ของคนที่เคยอยู่แถวนั้น .....

กระซิบดังๆ...เลยครับว่า ที่นี้หวยแม่นมากครับ..ประสพการณ์มีกับตัวครับ.

โพสต์เมื่อ ศ. - 23 พ.ค. 2557 - 08:22.50
ความคิดเห็นที่ 3:
คะแนน ความคิดเห็นที่มีประโยชน์: 0
onepeer
ตั้ง: 59 ตอบ: 1696
คะแนน: 306
ร้านค้า:
รายละเอียด

เอาเรื่องอะไรที่สนุกๆอ่านแล้วไม่ซีเรียสมาเล่าสู่กันฟัง ก็ดีครับ  เรื่องอื่นๆเชื่อว่าไม่นานก็กลับเป็นปกติตามวิถีไทยๆ  เรื่องที่คุณ dorn80 เล่ามานั้นเป็นเรื่องจริงครับ เรื่องศาล "เจ้าแม่งู"  เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นตำนานไปแล้ว  ส่วนเรื่องให้หวยแม่นนักแม่นหนา  ยังไม่เคยสัมผัสด้วยตัวเองครับ ว่างๆต้องไปลองดูหน่อย เผื่อมีโชคลาภกับเขาบ้าง                                  

ส่วน เสือ-กะ-บาก  ที่คุณ หนุ่ยพุทธบูชา  บอกนั้น  จริงหรือครับ  หรืออำเล่น  ถ้าเป็นจริง  น่าจะจัดเป็นของแก้อาถรรพ์  พวกหนังเหนียว ได้ชงัดทีเดียว  เวลาจะไปต่อย ตี กับพวกนี้  อาวุธอื่นไม่ต้องพกไป  สากกะเบือ ดุ้นเดียว ผมว่านะจะพอมังครับ  หนังเหนียวก็มีวิธีแก้แล้ว  ส่วนเหนียวหนี้ เอาไรแก้ดี ครับ...ทุกคอมเม็นต์ + 1 ครับผม

โพสต์เมื่อ ศ. - 23 พ.ค. 2557 - 11:26.20
ความคิดเห็นที่ 4:
คะแนน ความคิดเห็นที่มีประโยชน์: 0
ไม้ธาตุพนม
ตั้ง: 38 ตอบ: 684
คะแนน: 46
ร้านค้า:
รายละเอียด

เข้ามาอ่าน...(แต่ยังไม่จบ)

โพสต์เมื่อ ศ. - 23 พ.ค. 2557 - 15:56.39
ความคิดเห็นที่ 5:
คะแนน ความคิดเห็นที่มีประโยชน์: 1
ramin_sukimm
ตั้ง: 30 ตอบ: 148
คะแนน: 62
รายละเอียด

เครื่องรางที่ทำให้หนังเหนียวมีหลายอย่างหลายสำนักหลายวัดแต่ที่บอกมาคนเล่าไม่ได้บอกรูปแบบว่าของดีที่ว่าเป็นแบบไหน...เลยขอเดาเท่าที่รู้นะครับ...เริ่มจากคาถา...ถ้าได้คาถามา...ก็ต้องท่องก่อนครับท่องแล้วเสกใส่ตัวมันถึงจะเหนียว...แต่จะเสื่อมเมื่อไรก็ต้องบอกว่าแล้วแต่ครูบาอาจารญ์ท่านให้มา...บ้างก็แค่ระยะเวลาเดียวเหมือนการใช้ว่าน....บ้างก็ต้องใช้คาถาคลาย....ส่วนของดีอีกแบบที่ติดตัว...คือการสักยันต์....อันนี้ก็เหนียวได้ครับ....แต่ก็มีเรื่องการปฎิบัติตัวด้วย....ที่สำคัญที่คนรู้น้อยก็คือ....การสักยันต์นั้นมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่ารอยต่อระหว่างฤกดิ์....คือช่วงที่จะเปลี่ยนช่วงเวลา...อาจจะไม่นานแต่ครูบาอาจารย์ท่านก็บอกมาว่าเข้านะครับ....ส่วนเรื่องสุดท้ายถ้าเป็นของดีแบบเครื่องราง....ตอนที่ผู้เล่าบอกมาแสดงว่าอยู่ที่บ้าน...จึงน่าจะถือว่าปลอดภัย....อาจเอาเครื่องลางไว้บนบ้านไม่ได้พกติดตัวก็ได้....นี่คือสรุปตามความเข้าใจของผมครับ.....ส่วนเรื่องวิธีจัดการคนหนังดีนี่ก็มีนะครับ....มันเป็นการแก้ทางกัน....ที่บอกก็เพื่อให้เข้าใจและพึงเหลีกเลี่ยงนะครับ....คนที่หนังเหนียว...จะดีแค่ไหนถ้าเจอของสองอย่างนี้ก็ไม่เหนียวนะครับ....อย่างแรกคือมีดหมอ....อันนี้ไม่ต้องอธิบายครับ....อย่างที่สองก็คือไม้เบา....จำพวกไม้นุ่นหรือไม้โสน....อันนี้พวกผมเคยลองใว้ไม้โสนตีเบา ๆ กับคนที่รู้ว่าเหนียว...ผลก็คือไม่แรงมากแต่แนวขึ้นเหมือนโดนหวดด้วยไม้หน้าสามเลยทีเดียว....ขอบคุณครับ

โพสต์เมื่อ จ. - 26 พ.ค. 2557 - 23:08.31
ความคิดเห็นที่ 6:
คะแนน ความคิดเห็นที่มีประโยชน์: 1
piak8riw
ตั้ง: 23 ตอบ: 195
คะแนน: 109
รายละเอียด

ไม่มีความรู้เลยครับ รู้แต่ว่า มีแม่ค้า พ่อค้า นิยมเอา "สากกะเบีอแม่หม้าย" ไปบูชาเขาว่าทำให้ขายของดีมาก ชอบการบรรยายเรื่องของท่าน onepeer มาก ๆ ทำให้มองเห็นภาพไปพร้อมกันในเวลาอ่าน เข้าใจง่าย นึกถึงความหลัง ส่วนเรื่องของท่าน dorn80 เคยได้ยินมาเมื่อตอนเกิดเรื่องใหม่ ๆ หนังสือพิมพ์ตีข่าวครึกโครมมาก ชักลืม ๆ ไปแล้วครับ ขอบคุณทุกท่านที่นำเรื่องดี ๆ มาเผยแพร่เพื่อประดับความรู้

โพสต์เมื่อ อ. - 27 พ.ค. 2557 - 07:42.12
Top