-
0 8 6 - 5 6 0 4 0 3 7

หมวด เบ็ดเตล็ด เกี่ยวกับพระเครื่อง
ล็อกเก็ต บรมครูต้น สายสัญญา อาจารย์ทองพูน เสาโรนุพันธ์
| ชื่อร้านค้า | จ่าจีระสิทธิ์ - (คลิ๊กที่นี่เพื่อดู ข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้า) |
|---|---|
| ชื่อเจ้าของร้านค้า | |
| ชื่อพระเครื่อง | ล็อกเก็ต บรมครูต้น สายสัญญา อาจารย์ทองพูน เสาโรนุพันธ์ |
| อายุพระเครื่อง | - |
| หมวดพระ | เบ็ดเตล็ด เกี่ยวกับพระเครื่อง |
| ราคาเช่า | 550 บาท |
| เบอร์โทรติดต่อ | 08-6560-4037 |
| อีเมล์ติดต่อ | Tayanrum@hotmail.com |
| LINE |
(คลิ๊กที่นี่เพื่อเพิ่มเพื่อนกับเจ้าของร้าน)
|
| สถานะ |
|
| เปิดให้เช่าตั้งแต่วันที่ | จ. - 23 ก.พ. 2569 - 21:50.18 |
| แก้ไขข้อมูลล่าสุดเมื่อ | อ. - 24 ก.พ. 2569 - 11:18.58 |
| รายละเอียด | |
|---|---|
| ปิดท้าย ของหายากในสายสัญญา ล็อกเก็ต บรมครูต้น สายสัญญา อาจารย์ทองพูน เสาโรนุพันธ์ ชาติภูมิ นามแห่งสังขารโลก อาจารย์ทองพูน เสาวโรนุพันธ์ เกิดที่บ้านตากแดด ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันพุธ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑ ปีขาล พุทธศักราช ๒๔๔๓ เวลาเช้าตรู่ ตรงกับ วันที่ ๑ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๔๔๓ นามบิดา นายจันทร์ นามมารดา นางทอง ลักษณะพิเศษของพ่อต้น ก่อนเกิด มารดาตั้งครรภ์อยู่ ได้นิมิตว่ามีผู้นำพานดอกบัวมาให้ เมื่อครบกำหนดคลอดมารดามีสุขภาพแข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วย ปวดครรภ์ปั่นป่วนอยู่หลายวัน แต่ไม่ปวดมากจึงได้ไปตามหมอตำแยมาตรวจดู หมอได้ทายทักว่า จะเป็นผู้มีบุญมาเกิด ต้องจัดแต่งเครื่องรับรอง ประกอบด้วย ผ้าขาว ธูป เทียน เมื่อคลอดแล้ว ปรากฏว่ามีผมที่กระหม่อมม้วนขอดเป็นก้นหอย ร้องกวนตลอดเวลา มารดาจึงนึกขึ้นได้ว่า ได้จัดซื้อของเครื่องรับรองเอาไว้ แต่ยังมิได้จัดแต่งเป็นเครื่องรับ จึงได้จัดพานแห่งเครื่องรับรองขึ้น ตั้งรับรองจนครบ ๓ วัน แล้วจึงไม่ร้องกวนอีก เป็นกุมารที่ได้รับการเทิดทูนของบิดามารดา เลี้ยงง่ายเป็นที่โปรดปรานจึงได้ขนานนามว่า “ทองพูน” เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี บรรพชาเป็นสามเณร ๑ พรรษา แล้วสึกออกมาช่วยบิดามารดาทำการงาน เยี่ยงคนธรรมดาทั่วไปจนอายุได้ ๒๑ ปี อุปสมบท ๒ พรรษา ที่วัดบ้านแพงพวย อำเภอนางรอง ในระหว่างนั้นได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคัมภีร์ เดชบุญญาธิการของพ่อต้นใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนไม่นานก็แตกฉานในพระธรรมวินัย สามารถเทศน์ได้อย่างดีเยี่ยม สามารถสวดพระปาติโมกข์ คาถาพันปากเปล่าได้ พ่อต้นเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาวัดที่บวชอยู่โดยคิดขยายกุฏิให้กว้างขวางออกไป จึงชวนพระภิกษุและญาติโยมไปตัดไม้ในป่า ต้องค้างแรมอยู่ในป่าหลายวัน คืนวันหนึ่งใกล้รุ่งพ่อต้นเห็นมงกุฎทองมาสวมศีรษะ จึงได้เล่าเรื่องให้พระภิกษุทั้งหลายฟัง แต่ไม่มีใครเชื่อ หาว่าพ่อต้นสติหลอน หลังจากช่วยกันขนลากไม้กลับวัด จัดแจงสร้างกุฏิเสร็จเรียบร้อยแล้ว พ่อต้นได้ไปเยี่ยมโยมบิดามารดาที่บ้าน แจ้งให้ทำความสะอาดบ้านเรือนแล้วทำน้ำมนต์ประพรมบ้านให้ หลังจากนั้นประมาณ ๔ เดือน จึงได้ลาสิขาบท จากนั้นก็แสวงหาศิลปวิทยาทั้งหลาย ทั้งทางโลกและทางธรรมอยู่เรื่อย ในยุคสมัยนั้น พ่อต้นเป็นผู้มีปฏิภาณดีมาก เป็นอัจฉริยะบุคคลสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว บทสวดมนต์บางบทเพียงแค่ได้ยินพระสวดก็สวดตามได้หมด ได้ใช้วิตอย่างสามัญชนทั่วไป ทำนาค้าขายของป่าโดยใช้เกวียนที่ทำขึ้นใช้เองเป็นพาหนะ เดชะบุญบารมีแต่ครั้งปุเรนชาติที่ได้สร้างมา ส่งให้มาจุติเพื่อบังตาโลกให้มาซ่อนรูปอย่างชนสามัญ มีจิตใจเป็นธรรมมีเมตตาจิตต่อมนุษย์ทั้งหลาย ได้ช่วยทำการรักษาผู้เจ็บป่วยทุกข์ทรมานสังขารทั้งหลาย ด้วยน้ำทิพย์มนต์และสมุนไพร โดยมิได้เรียกร้องค่ารักษา เพียงแค่ให้ค่ายกครูเล็กน้อยเท่านั้น เมื่ออายุได้ ๒๕ ปี ยังมิได้หยั่งรู้ถึงอำนาจบุญบารมีของตน ดำเนินชีวิตดั่งชาวบ้านทั่วไป ได้สมรสกับ นางพิมพา เพียซ้ายสูงเนิน แล้วแยกครอบครัวออกจากบ้านของบิดามารดา ไปบุกเบิกที่ทำนาใหม่ที่บ้านหนองม่วง อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา วันหนึ่งภรรยาของท่านได้เข้าป่าไปหาผลไม้กลับมามีอาการปวดศีรษะ และเป็นอัมพาต เป็นอยู่ภายใน ๓ วันก็สิ้นชีวิต บุตรก็ยังเล็กเป็นทายาทติดตาม คือ นางสมบุญ, นายกว้าง เสาวโรนุพันธ์, นายมะลิ, นางละมูล เย็นจบ นอกจากนั้นถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเล็ก ๒ คน เนื่องจากลูกยังเล็กมากไม่มีใครช่วยดูแล จึงย้ายไปอยู่กับพ่อตาแม่ยายที่บ้านหนองโดน อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์แต่เดิม เริ่มถึงสัญญาแห่งการบรรลุ วันหนึ่งรู้สึกปวดตาอย่างแรง ได้แจ้งให้แม่ยายแต่งเครื่องขันธ์ ๕ มีปัจจัย ๑๖๐ บาท ธูป ๕ เทียน ๕ ผ้าขาว ๑ ผืน ดอกไม้ขาว ตั้งพานยกบูชาขึ้นไว้ จึงได้หายเป็นปกติ มีความวิริยะอุตสาหะในการทำงานอย่างมาก มีนาทุ่งกว้างใช้ควายเทียมไถ ๖ ตัว ผลัดกันทีละตัว ทั้งวันไม่ยอมหยุดพักจนเสร็จภายใน ๓ วัน ในปีต่อมา ขณะที่ไถนาอยู่ ได้มีกระแสเสียงลงมาจากเบื้องบนว่า “ท่านเอ๋ยหยุดเถิด เลิกกระทำกลับไปชำระสะสงองค์กายปฏิบัติตัวเถิด” พระองค์ก็เหลียวมองหาคนพูดก็ไม่เห็น คงพูดพึมพำแต่ผู้เดียวว่า “เราจะรีบทำงานให้แล้วเสร็จใครจะมาบอกให้หยุดอีกหนอ” หลังจากนั้นมาก็มีสิ่งดลกระแสจิตให้ปฏิบัติตัว ด้วยบุญญาภินิหารขอให้สว่างโลกสว่างธรรม จนปรากฏมีดวงแก้วลอยอยู่รอบบ้านพ่อต้น แม้แต่ชาวบ้านก็เห็นเป็นเวลาหลายคืน พระองค์จึงได้ตั้งอธิษฐานถ้าจะมาให้สว่างโลกสว่างธรรม ก็ขอให้ดวงแก้วนั้นลอยเข้าสู่ตัว แต่ถ้าจะมาทำให้ทรมานก็ขอให้เคลื่อนออกไป ก็ปรากฏว่าดวงแก้วเคลื่อนเข้าสู่ตัวตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๔๘๑ อายุ ๓๘ ปี พระองค์ได้แต่งเครื่องบูชาขึ้นรับรองดวงแก้ว ประกอบไปด้วยทอง ๒ สลึง ปัจจัยส่วนพระองค์ ๑๒ ตำลึง ของบุตรอีก ๑ บาท บายศรีธูปเทียน ผ้าขาวรับรอง พระองค์ได้ยินกระแสเสียงเรียกก้องลงมาจากเบื้องบนว่า “กุมารภาวนาเข้าจงสร้างบารมีศรีอาริยะเมตรัย จะได้เป็นองค์ ๕ กุมารภาวนาเข้า อิ นะ ทะ นะ ทิ นะ หนุน นะ” แล้วเริ่มเล็งแลเห็นบรรลุจักษุทิพย์ โสดทิพย์ ชั้นพื้นฐานก่อน มีพระบารมีมาเปิดเผย พ่อต้นก็ขุดหลุม จัดเอาเครื่องบูชาที่จัดไว้ทั้งหมดใส่ในหลุมคลุมด้วยผ้าขาวแล้วกลบดิน วางสัญญาต่อพระธรณี แล้วพระบารมีก็ให้พระองค์จารึกอักขระลงในไม้หลัก ตีลงในหลุมนั้นเป็นการวางสัญญาประกาศแก่โลกวิญญาณทั้งหลาย ตลอดผู้สำเร็จทุกกระทรวงทั้งเบื้องล่าง เบื้องสูง ทั้ง ๘ ทิศ ทั่วกระโรทวีป ได้ทราบการสร้างบารมีศรีอาริยะเมตรัยเกิดขึ้นเป็นปฐมฤกษ์แล้ว เมื่อตอนเที่ยงคืน โดยมีบุตรหญิงร่วมพิธีได้เห็นการกระทำโดยตลอด ตั้งแต่บัดนั้น "องค์สำเร็จดวงแก้วเทพรำลึก" ลงชูสังขารเป็นพระบารมีองค์นำสร้าง พระบารมีองค์นำสร้างกล่าวนามพ่อต้นว่า “ต้น” หมายถึงองค์พระผู้เป็นต้นบ่อเกิดแห่งแก้วเทพรำลึกในเอกภพ พระบารมีองค์นำสร้างชูสังขารกระทำกิจต่าง ๆ เช่น ตั้งสัญญาสูดหันเอาวาโยธาตุธรรม ให้เข้ามาหยั่งในวิญญาณขององค์การกายนคร ภาวนาธาตุปั่นสายโยงวาโยด้วยลมหายใจ โดยมีอำนาจกายสิทธิ์ของวิญญาณเหล็กไหลเชื่อมประสิทธิ์ในวิญญาณ เปิดเผยวิธีดับล้างวิญญาณธาตุอกุศลธรรมออกจากกองสังขาร โดยใช้สายอัคคีแยกวาโยธาตุ ให้แตกอณูเปลี่ยนระบบปฏิพัทธ์วาโยธาตุเชิงใหม่ ทั้งภายในภายนอกกองสังขาร ส่วนภายในกองสังขารจะเกิดระบบปฏิพัทธ์ธาตุธรรมฝ่ายอกุศลสัมพัทธ์ธาตุสำเร็จหลายระดับ ในส่วนที่แตกอณูของวาโยธาตุอกุศลธรรม ออกจากกองสังขารไป จะไปเกิดกฎปฏิพัทธ์ธาตุในมิติหนึ่งเรียกว่าดับสูญจมอเวจี เปิดเผยวิธีกรวดน้ำสู่โลกวิญญาณ ถึงผู้มีพระคุณทั้งหลายฝ่าย แม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระโพสพ ให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย อโหสิกรรมที่ได้มีเวรมาแต่ยุคใด ๆ ขอให้ได้ลุเวรลุกรรมแต่ละวรรคในยุคนี้ ตามสัญญา องค์พระผู้สำเร็จ ทุกกระทรวงทั้งเบื้องล่างเบื้องสูง แซ่ซ้องสาธุการรับรอง อำนวยการเป็นบารมีช่วยพ่อต้นจัดงานกู้ญาติศาสนาในอดีตชาติ กู้หลักธรรม ล้างอธรรม ซึ่งได้มาจุติเป็น “องค์พญาธรรมมิคราช” มาในรูปสังขารมีฐานะเป็นคนธรรมดาสามัญเป็นการคัดเซ็นมนุษย์ จึงต้องมาจุติมาบังตาชาวโลก เพื่อเลือกคัดจัดสรรสายญาติสายกุศล กลุ่มมนุสเทโวผู้มีบุญกุศลให้ได้ร่วมสร้างบารมีไปในพระศาสนา ในระหว่างบำเพ็ญภาวนาหลังจากลงหลักวางสัญญาครบคืนที่ ๓ พ่อต้นได้เล็งเห็นองค์พระธรรมองค์แรกคือ “องค์นะ” ด้วยญาณวิเศษ “จักษุทิพย์” ได้เล็งแลเห็นมวลภาวะวิญญาณทุกระดับซ้อนโลกมนุษย์อยู่เป็นชั้นๆ ทั้งมวลภาวะวิญญาณที่มีรูปสังขตะธรรมและอังขตะธรรม (ไม่มีสังขาร) เกลื่อนกลาดดาษดาไปทั่วพื้นปฐพี ในชั้นอากาศ และจักรวาลทิพย์ ธรรมดาแห่งสังขารโลก ในการครองชีวิตเรื่อยมา พระบารมีองค์นำสร้างมิได้ห้ามในการมีภรรยาของพ่อต้น มิได้ถือเป็นข้อขัดข้องในหนทางสร้างบุญบารมี หากแต่ต้องมีผู้รับรองช่วยเหลือตามภาวะวิสัยแห่งการดำรงชีวิตในเมืองมนุษย์นี้ อยู่มาไม่นานพ่อต้นได้สมรสกับภรรยาคนที่ ๒ ชื่อ นางศรี แซ่เต็ง มีบุตรชายหญิงอีก ๒ คน คือ นางสงัด อุตตพงศ์ และ ด.ช.โกรย (ถึงแก่กรรมแล้ว) ในระหว่างเวลานั้น พระองค์ท่านได้เที่ยวโปรดญาติรอนแรมไปในที่ต่าง ๆ ตามแต่พระบารมีจะเปิดบอกให้ไปทิศใด โดยมิได้แสดงตนว่าเป็นผู้วิเศษให้บุคคลที่ขอรับประสิทธิ์คุณธรรมได้รู้เลยเที่ยวรักษาคนป่วยที่หมอรักษาไม่หาย โดยทำน้ำทิพย์มนต์ให้กินเพียงขันเดียว ไม่อวดศักดานุภาพทางคุณธรรมให้เป็นที่เอิกเกริกเลื่องลือแต่อย่างใดเลย เพียงแต่บอกว่าเป็นหมอธรรมดาบ้าง อาจารย์ของดีบ้าง หมอทำนายบ้าง เป็นการสร้างสมบารมี เอาธรรมะเป็นทานช่วยเหลือมนุษย์ผู้ตกอยู่ในกองทุกข์ ใช้เวรเสพผลกรรมชั่วทุกข์ทรมานสังขาร เหตุเภทภัยวิบัติทั้งที่มาจากวิญญาณอุบาทว์และโรคภัยอันเนื่องจากกองสาริกธาตุธรรมทั้ง ๔ เป็นมลทินในวิญญาณมนุษย์ พ่อต้นได้วางมือจากการทำนา พระบารมีชูจิตให้ปฏิบัติตนเคร่งครัด พร้อมกับเที่ยวจาริกโปรดญาติเรื่อยไปทุกหนทุกแห่ง ที่พระบารมีเปิดเผยบอก ญาติใดกุศลมูลเดิมมาดีก็ได้รับโปรดถือปฏิบัติเอา บางคนได้รับแต่เพียงแก้ไขเหตุผ่านๆ ไป การช่วยญาติมีทุกกรณีที่มาหาช่วยแก้ไขทุกข์ยาก และโปรดคุณธรรมสร้างเสริมความเจริญในการประกอบสัมมาอาชีพทั้งปวงแก่บุคคลผู้มาขอรับโปรด ได้รับเหตุตอบสนองทันตาเห็นโดยถ้วนหน้า แก้ไขกรรมกรณีทั้งคดีโลกและคดีธรรม อยู่มาไม่นาน นางศรี ไม่เข้าใจชีวิตนักบุญของพ่อต้นท่าน จะเป็นกับว่านางศรีมิใช่คู่สร้างบารมีที่แท้จริง จึงไม่เข้าใจในหนทางบุญญาบารมีอันสูงส่งของพ่อต้น นางศรีจึงขอแยกทางไม่อยู่เป็นผู้ให้การรับรองต่อไป หลังจากแยกทางกับนางศรีแล้ว พระบารมีองค์นำสร้างก็ประคับประคองชูสังขารสร้างบารมีช่วยผู้ทุกข์ยากเข็ญใจ เที่ยวโปรดไปในท้องที่หลายจังหวัด ซึ่งสมัยนั้นการคมนาคมไม่สะดวก ต้องเดินเท้าข้ามแม่น้ำข้ามทุ่งเที่ยวโปรดญาติไปตามหมู่บ้านที่มีศิษย์ปฏิบัติอยู่และในตัวเมือง บางครั้งก็มีศิษย์ที่เป็นอาจารย์อาวุโสในปัจจุบันได้สะพายย่ามติดสอยห้อยตามดินทางไปด้วย ขณะเดินทางไปเรื่อย ๆ ก็บรรจุหลักธรรมให้แก่ศิษย์เรื่อยไป พระบารมีเปิดเมื่อใดก็บรรจุเมื่อนั้น เดินอยู่ก็ภาวนาได้ เปิดส่งลงมาอย่างไรก็ทำตามหมด ในบางโอกาสเข้าไปอาศัยค้างแรมในวัดได้ร่วมสนทนาธรรมกับพระ มีพระภิกษุขอรับประสิทธิ์อำนาจคุณธรรม บางท่านก็นำไปปฏิบัติจนได้เหตุได้ผล นำไปช่วยญาติโยมมากมาย พบคู่สร้างบารมีคนปัจจุบัน พ่อต้นได้พิจารณาทางจักษุทิพย์ ได้โปรดเอาแม่ล้วน ได้ตรวจสอบกุศล บุญญาบารมีที่เคยสร้างสมเป็นคู่บารมีกันมาแต่ปุเรนชาติหลายยุคหลายชาติ ด้วยเหตุผลต้องกู้คู่สร้าง ต้องมีผู้ปรนนิบัติช่วยเหลือ ให้ได้แผ่ญาติสายกุศลเพื่อเปิดทางให้วิญญาณผู้มีบุญมาจุติร่วมสร้างบารมีด้วย จึงได้จัดการสู่ขอแม่ล้วนมาเป็นคู่สร้างพระบารมี แล้วย้ายมาอยู่ที่บ้านหนองโดน จัดซื้อที่ดินที่เป็นบริเวณวิหารปัจจุบันในราคา ๒๐ บาท ปลูกกระท่อมไม้ไผ่ ขุดเผือกมันรับประทาน ปัจจัยที่ญาติสนองคุณเมื่อมาขอรับโปรด ก็จะนำออกทำทานจนแทบไม่มีเหลือ คงมีไว้พอประทังชีวิต แม่ล้วนก็ทำตามไม่เคยขัดเลย มีบุตรชายหญิงเกิดมา ๕ คน คือ นางทวี ดวงสูงเนิน, เด็กชายสมัย (ถึงแก่กรรม) นายสุนทร เสาวโรนุพันธ์, นางสุภาพ ไทยยินดี และนายสมจิต เสาวโรนุพันธ์ ฯลฯ |
พระเครื่องที่เกี่ยวข้องในร้านค้านี้...





