หมวด พระเกจิภาคอีสานใต้
ประวัติ หลวงปู่เกลี้ยง พระมหาเถระรัตตัญญูวุฒาจารย์ “ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน” วัดศรีธาตุ ( โนนแกด ) ตอน๑
| ชื่อร้านค้า | ไววิทย์ถิ่นหลวงปู่หมุน - (คลิ๊กที่นี่เพื่อดู ข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้า) |
|---|---|
| ชื่อเจ้าของร้านค้า | |
| ชื่อพระเครื่อง | ประวัติ หลวงปู่เกลี้ยง พระมหาเถระรัตตัญญูวุฒาจารย์ “ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน” วัดศรีธาตุ ( โนนแกด ) ตอน๑ |
| อายุพระเครื่อง | 9 ปี |
| หมวดพระ | พระเกจิภาคอีสานใต้ |
| ราคาเช่า | - |
| เบอร์โทรติดต่อ | (ไม่แสดงเบอร์ เนื่องจากรายการนี้ไม่ได้ปล่อยเช่า) |
| อีเมล์ติดต่อ | vaivit.kk@gmail.com |
| สถานะ |
|
| เปิดให้เช่าตั้งแต่วันที่ | ศ. - 22 พ.ย. 2556 - 14:32.32 |
| แก้ไขข้อมูลล่าสุดเมื่อ | ศ. - 22 พ.ย. 2556 - 14:32.32 |
| รายละเอียด | |
|---|---|
| ประวัติ หลวงปู่เกลี้ยง พระมหาเถระรัตตัญญูวุฒาจารย์ “ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน” วัดศรีธาตุ ( โนนแกด ) อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ประวัติ หลวงปู่เกลี้ยง พระมหาเถระรัตตัญญูวุฒาจารย์ “ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน” วัดศรีธาตุ ( โนนแกด ) อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ (คัดย่อมาจากหนังสือชีวประวัติและภาพวัตถุมงคล ที่ระลึกฉลองอายุครบ ๑๐๕ ปี) เพื่อน้อมถวายสักการบูชาคุณ พระดีเกจิดังเมืองศรีสะเกษ ผู้ทรงคุณธรรมวิทยาคมในอดีตมีอยู่มากอันเป็นปูชนียบุคคลของสาธุชนเป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสทุกยุคสมัย ปัจจุบันยังมีพระมหาเถระรัตตัญญูคุณูปมาสังฆาจารย์ เจริญด้วยพรรษายุกาลอาวุโสสูงสุด สร้างคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและสังคมบ้านเมือง ทั้งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจพุทธศาสนิกชนทุกระดับชั้นอีกรูปหนึ่งคือ หลวงปู่เกลี้ยง เตชธมฺโม หลวงปู่เกลี้ยง เตชธมฺโม หรือ พระครูโกวิทพัฒโนดม เจ้าอาวาสวัดโนนแกด ต. ทุ่ม อ. เมือง จ. ศรีสะเกษ เป็นนักปฏิบัติ พระพัฒนา ( พระนักเสกและนักสร้าง ) ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล กิตติคุณเลื่องลือในภาคอีสานและภูมิภาคทั่วทั้งใน และต่างประเทศทั้งเป็นต้นฉบับของพระแท้ พระโบราณ ไม่ถือยศถือศักดิ์ มุ่งปฏิบัติเพื่อธรรม นำวิชาความรู้สงเคราะห์ชาวบ้านจนมีผู้เอ่ยนามกล่าวขานด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ว่า “ หลวงปู่เกลี้ยงผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน” ชาติภูมิ นามเดิม เกลี้ยง คุณมะนะ (นามสกุลเดิม ณวบุตร) ถือกำเนิดในสมัยแผ่นดินรัชกาลที่5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2451 ( ตรงกับวันเสาร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปี วอก ) ที่บ้านก้านเหลือง ต. หมากเขียบ อ. เมือง จ. ศรีสะเกษ โยมบิดา นายบุญมี ณวบุตร โยมมารดา นางผิว บุญมะนะ เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน ( ชาย 6 หญิง 1 ) มีพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน 7 คน ดังนี้ 1. นายสอน คุณมะนะ ( ถึงแก่กรรมแล้ว ) 2. นายอิ่ม คุณมะนะ ( ถึงแก่กรรมแล้ว ) 3. นายเทพ คุณมะนะ ( ถึงแก่กรรมแล้ว ) 4. หลวงปู่สร้อย คุณมะนะ ( เจ้าอาวาสวัดหนองม่วง ) ต. ทุ่ม อ. เมือง จ. ศรีสะเกษ ( มรณภาพแล้ว ) 5. พระครูกลิ้ง คุณมะนะ ( เจ้าอาวาสวัดหนองม่วง ) ต. ทุ่ม อ. เมือง จ. ศรีสะเกษ ( มรณภาพแล้ว ) 6. หลวงปู่เกลี้ยง เตชธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโนนแกด ต. ทุ่ม อ. เมือง จ. ศรีสะเกษ 7. นางไหม วงศ์สินไชย ( ถึงแก่กรรมแล้ว ) นับว่าหลวงปู่เกลี้ยงมีศักดิ์เป็นหลานชายหลวงปู่มุม อินฺทปญโญ ( พระครูประสาธขันธคุณ ) อดีตเจ้าอาวาสวัดปราสาทเยอเหนือ อ. ไพรบึง จ. ศรีสะเกษ พระเกจิเรืองนามทรงวิทยาคุณสูงส่งและเป็นอาจารย์รูปสำคัญของหลวงปู่เกลี้ยงอีกรูปหนึ่ง ชีวิตในวัยเยาว์ มี อุปนิสัยใจคอที่แปลกกว่าพี่น้องอยู่อย่างหนึ่ง อาหารที่รับประทานหากเป็นอาหารที่ท่านไม่ชอบและไม่อยากทาน ถึงพ่อแม่จะบังคับให้ทานอย่างไรก็ไม่แตะต้อง ยอมอดข้าวดีกว่าจะทานอาหารประเภทนั้น เมื่ออายุ 8 ขวบ บิดาคุณพ่อบุญมี ณวบุตร ได้ถึงแก่กรรมลง โบราณว่าขาดพ่อเหมือนถ่อหักขาดแม่เหมือนแพแตก สมจริงเพราะขาดเสาหลักครอบครัว ทำให้ชิวิตประสบกับภาวะวิกฤตหนัก ต้องเป็นภาระหน้าที่ต้องเลี้ยงดูลูก 7 คน ด้วยความยากลำบาก แต่ยังหยิ่งในเกียรติศักดิ์ศรีที่ไม่ยอมแพ้ชะตาชีวิต ต่อสู่ขยันอดทนเรื่อยมา จากนั้นคุณแม่ได้อพยพครอบครัวมาทำมาหากินเลี้ยงชีพจากบ้านก้านเหลืองไปอยู่ที่บ้านโนนแกด จ. ทุ่ม อ. เมือง จ. ศรีสะเกษ เนื่องจากมี่ญาติพี่น้องอาศัยอยู่มากพอที่พอจะพึ่งพาอาศัยเมื่อยามทุกข์หลังจากนั้นไม่นานคุณแม่ได้ตัดสินใจแต่งงานใหม่กับ คุณพ่อนาค คุณมะนะ นับตั้งแต่นั้นจึงได้นามสกุล คุณมะนะ เมื่ออายุครบเกณฑ์เข้าเรียนหนังสือตามที่ทางราชการกำหนด จึงเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดบ้านทุ่ม จนจบประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคบังคับสูงสุดในสมัยนั้น จากนั้นได้อยู่ช่วยเหลือครอบครัวประกอบอาชีพตามปกติ คือ ทำนาอันเป็นอาชีพหลักและทำไร่ทำสวนตามฤดูกาล ต่อมามีความสนใจจะศึกษาต่อชั้นม. 3 จบการศึกษาใน พ.ศ. 2466 ออกมาช่วยเหลือครอบครัวอย่างเดิม พ.ศ.2467 ทางราชการประกาศรับสมัครผู้ที่จบ ม.3 เป็นครูช่วยสอน ท่านเกิดสนใจไปสมัครสอบผ่าน จึงได้เป็นครูช่วยสอนครั้งแรกที่ที่โรงเรียนวัดบ้านโนนแกด ซึ้งขณะนั้นกำลังก่อตั้งใหม่สอนอยู่ได้ 4 เดือน ทางราชการได้ย้ายให้ไปช่วยสอนที่โรงเรียนบ้านโพรง ต. ไพรบึง อ. ขุขันธ์ จ. ศรีสะเกษ ปัจจุบันคือ อ. ไพรบึง สอนอยู่นานถึง 3 ปี 6 เดือน จึงลาออกจากราชการเพระช่วงนั้นสุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเกิดอาการเจ็บป่วยเรื้อรังอยู่นาน 2-3 ปี ได้กลับมารักษาตัวอยู่ที่บ้าน กินยาขนานไหนๆก็ไม่หายสักที ในขณะที่ท่านนอนป่วยอยู่ อาการถึงกลับทรุดไม่มีโอกาสกลับคืนสุขภาพดังเดิม เป็นเวลาถึง 3 ปีเต็มๆ จนญาติๆบอกโยมแม่ให้ทำไจ ลูกชายคนสุดท้องคงไม่รอดแน่ หมอยาดีๆที่ไหนๆหมดปัญญาแล้ว วันหนึ่งเพื่อนที่เคยศึกษาเรียนหนังสือที่เดียวกันได้มาเยี่ยมอาการป่วย สักพักหนึ่งได้เอ่ยปากชวนว่า ” เราไปบวชเณรกันเถอะ ” “ ไปสิไปบวชวัดไหนล่ะ ?” เด็กชายเกลี้ยงซักถาม เพื่อนบอกว่า ” บวชที่วัดพระครูธรรมจินดา ” เด็กชายเกลี้ยงตอบรับ ”เอ้อ !” ได้ยินมาว่าหลวงพ่อพระครูท่านเก่ง!” สมัยนั้น กิตติคุณพระครูธรรมจินดา วัดหลวงในเมืองศรีสะเกษ เป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาสาธุชนขนาดตอนนั้นท่านยังน้อย ๑๓-๑๔ ขวบ ยังรู้จักเคารพศรัทธาเหมือนกัน โยมแม่ได้ฟังแล้วคิดไม่อยากให้ลูกชายบวชเณร เพราะเป็นห่วงสุขภาพ ถ้าบวชแล้วต้องปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน อันเป็นกิจของสงฆ์ ต้องทำหลายประการ เช่น ไหว้พระสวดมนต์ ทำความสะอาด ปัดกวาดเสนาสนะอาราม รวมคอยอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ เป็นต้น “เอ็งบวชไม่ได้หรอก! ” โยมแม่เอ่ยขัดขึ้น “ ป่วยออดๆแอดๆสามวันดีสี่วันไข้ อย่างเอ็งท่านไม่ให้บวช ”เด็กชายเกลี้ยงถามผู้เป็นแม่ เพื่อค้นหาเหตุผล “ หากผมหายป่วยบวชเป็นเณรได้ใช่ไหมแม่ ?” “เอ้อ!” แม่ตอบสั้นๆ เพื่อนรักที่ยืนอยู่ข้างๆพูดเหมือนให้สัญญา ” เอาล่ะข้าจะรอบวชพร้อมกับเอ็ง หากไม่หายป่วยข้าก็จะไม่ได้บวชเณรด้วย” “ข้าหายป่วยวันใดจะบวชวันนั้น ” เด็กชายเกลี้ยงกล่าวด้วยความมั่นใจโยมแม่นั่งอยู่ใกล้ๆรับปากออกมา ” เอ้อ! หากเอ็ง หายป่วย แม่จะให้เอ็งบวชแน่นอน” น่าแปลกประหลาด!เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลวงปู่สมัยเด็กจากวันที่รับปากกับเพื่อนและแม่แล้ว อาการเจ็บป่วยทุเลาลงและทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นพอที่จะบรรพชาเป็นสามเณรได้ จากนั้น ๗ วัน แม่อนุญาตให้บวชเป็นสามเณรตามที่ตั้งใจไว้ ในการบรรพชาครั้งนั้น มีความตั้งใจจะไปบวชที่ วัดมหาพุทธาราม( วัดพระโต ) กับท่านพระครูธรรมจินดา แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคณะสงฆ์ เพราะท่านพระครูธรรมธรรมจินดา เบื่อหน่ายวัดในเมืองประสงค์ออกจาริกธุดงควัตรไปพำนักอยู่ที่เขาพนมดงรัก เหตุนั้นทำให้เด็กชายเกลี้ยงกับเพื่อนเดินทางไปบรรพชาที่วัดบ้านทุ่ม ต.ทุ่ม อ.เมือง จ. ศรีสะเกษ มีโยมแม่และครอบครัวไปร่วมอนุโมทนาบุญ ในการบวชเป็นสามเณรครั้งนั้น โดยมีหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์อ้วน( พระครูธรรมสาราจารย์ วัดบ้านทุ่ม) เป็นพระอุปชฌาย์ เมื่อบวชแล้วไปพำนักอยู่ที่วัดบ้านโนนแกดอยู่ได้หนึ่งปี ส่วนอาการป่วยก็ค่อยๆทุเลาลงและอาการดีขึ้นตามลำดับจนหายเป็นปกติ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงโดยไม่ได้รักษาหรือกินยาอะไรเลย เป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก! หรือเป็นเพราะบุญฤทธิ์บารมีที่เคยสร้างสมมาแต่อดีต ครั้นต่อมา เพื่อนสามเณรที่เคยบวชด้วยกันแต่อยู่ไปจำพรรษาที่จังหวัดลพบุรี เดินทางกลับมาวัดบ้านโนนแกด ชักชวนให้ไปเรียนนักธรรมด้วยกันที่วัดโนนใหญ่ ต. ดอนใหญ่ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ( ปัจจุบันคือ อำเภอวังหิน ) โดยมีท่านพระครูนิวาสวัฒนาการ เป็นเจ้าอาวาส( มรณภาพเมือ พ.ศ.๒๕๐๒ ) ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรมชั้นตรี ออกพรรษาถึงวันสอบนักธรรมพร้อมด้วยพระและเณรจากสำนักเรียนวัดบ้านโนนใหญ่ จำนวน ๔๗ รูป ได้เข้าสอบธรรมสนามหลวงที่สนามสอบวัดมหาพุทธาราม ผลการสอบปรากฏว่าสำนักเรียนวัดบ้านโนนใหญ่พระและเณรสอบได้เพียง ๒ รูปเท่านั้น คือ พระสิงห์ กับ สามเณรเกลี้ยง คุณมะนะ ต่อมาได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านพระครูธรรมจินดามหามุนี จ้าคณะเมืองขุขันธ์ เมื่อสอบนักธรรมชั้นตรีได้แล้วคิดอยากจะศึกษาเล่าเรียนในนักธรรมชั้นโท แต่สมันนั้นสำนักเรียนระดับนักธรรมชั้นโทในเขตจังหวัดศรีสะเกษ ยังไม่มีเพราะขาดครูสอน ท่านจึงตัดสินใจกราบลา พระครูนิวาสวัฒนาการ เจ้าอาวาสวัดดอนใหญ่ ไปศึกษาต่อในระดับชั้นโทที่วัดบ้านปลัดปุก ต.ปราสาท อ. เมือง จ. บุรีรัมย์ อยู่จำวัดนี้ได้หนึ่งพรรษา พอพรรษาเข้าสอบธรรมสนามหลวง ผลปรากฏว่าสอบได้นักธรรมชั้นโท ตามที่ตั้งใจนับเป็นโอกาสที่ดีที่สามเณรเกลี้ยงได้พบกับ พระครูบุญเรือง เขมโชโต พระป่าสายวิปัสสนากรรมฐานพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ขอฝากตัวเป็นศิษย์ติดตามไปจาริกธุดงควัตรตามเทือกเขาพนมดงรักอยู่นานถึง ๒ ปี เป็นประสบการณ์ชีวิตที่แปลกใหม่ ใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไปจากบ้านโดยสิ้นเชิง สามเณรเกลี้ยงกลับจากธุดงค์แล้ว มีความตั้งใจฝึกหัดวิปัสสนากรรมฐานต่อไป โดยคิดว่าจะต้องไปเป็นศิษย์ของพระครูธรรมจินดา( วัดพระโต ) ให้ได้ แต่กาลเวลายังไม่มาถึงขัดอยู่หลายประการ อายุ ๑๘ ปี คิดอยากเรียนต่อนักธรรมชั้นเอก จึงกราบลาพระอาจารย์ปลัดปุก เดินทางกลับจังหวัดศรีสะเกษเข้ากราบนมัสการฝากตัวเป็นศิษย์พระครูธรรมจินดา เจ้าสำนักวัดมหาพุทธารามในขณะที่ศึกษานักธรรมอยู่นั้นเกิดการสนใจในเรื่องบวชธรรม ได้ศึกษาพระคาถาจักราวุธองค์การพระเจ้า ๕ พระองค์ ทั้งได้รับคำแนะนำให้อายุมากกว่าค่อยมาบวชธรรมให้เรียนศึกษาให้มากก่อน หลวงปู่เกลี้ยงได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมและหลักการปฏิบัติทั้งหมดจากพระครูธรรมจินดามากกว่าคณาจารย์รูปอื่น “บ่มีไผฆ่ามึงได้ อาวุธพุ่งมาคือห่าฝนกะสิบ่โดนโตมึง กูฝากแล้ว ไปทหารกลับมาค่อยมาเรียนวิชากับกู ”คำกล่าวของหลวงปู่พระครูธรรมจินดา ในวันที่หลวงปู่เกลี้ยงสึกจากสามเณร แล้วเข้าประจำการเป็นทหารในกองทัพไทยไปรบในสงคราม สามเณรเกลี้ยง อายุได้ ๒๑ ปี พ. ศ. ๒๕๗๒ ทางราชการมีหมายเรียกเข้ารับคัดเลือกเกณฑ์ทหารจำต้องลาสิกขาจากสามเณรสู่เพศฆราวาสวิสัยเดินทางกลับบ้านเกิดจังหวัดศรีสะเกษ นายเกลี้ยง จับฉลากได้ใบแดงเป็นทหารเกณฑ์ ไปประจำการที่จังหวัดอุบลราชธานีก่อนจะออกเดินทางไปได้ไปกราบขอพรท่านพระครูธรรมจินดามหามุนีได้รับวัตถุมงคลและพระคาถาเก้าดีสิบดีใช้ภาวนาป้องกันภัย ท่านพระครูธรรมจินดายังบอกกับหลวงปู่อีกว่า เมื่อกลับจากทหารแล้วให้มาเรียนพระคาถาจักราวุธองค์การพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ อันเป็นพระคาถาโบราณศักดิ์สิทธิ์ เดิมเรียกว่า “ โองการมหาปทุม ” มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฏในตำราพิชัยสงครามหลายฉบับเป็นยอดพระคาถาที่กล่าวถึงการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ในมหาภัทรกัลป์นี้ พุทธคุณครอบจักรวาลจะได้กล่าวในตอนต่อไปนี้ เมื่อเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา ๖ เดือน ทางราชการประกาศคัดเลือกทหารที่มีความรู้ความสามารถเข้าเรียนต่อนายสิบ ที่โรงเรียนนายสิบจังหวัดนครราชสีมา ท่านได้รับคัดเลือกเรียนต่อจนจบหลักสูตร ๒ ปี ประดับยศสิบตรี ได้มาประจำการอยู่ที่กองกำลังชุดปืนกลเบาจังหวัดอุบลราชธานี จากนั้นออกปฏิบัติการตามแนวชายแดนประเทศกัมพูชาและลาว ในขณะนั้นเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ถูกคำสั่งให้เป็น ผบ. ไปปฏิบัติในแนวชายแดนเขมร-ลาว-เวียดนาม แนวต่อลำน้ำโขงเป็นเวลา ๒ ปี ๗ เดือน ในระหว่างนั้นได้มีโอกาสฝึกวิชาแพทย์สนาม ศึกษาวิชาแพทย์สมุนไพรและวิชาอื่นๆจากพระธุดงค์และปราชญ์ ผู้มีความเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพร พยายามศึกษาทดลองใช้ยาสมุนไพรหลายชนิด และยังใช้ความรู้ด้านสมุนไพรรักษาและช่วยเหลือผู้อื่นด้วย สงครามสงบแล้ว ผู้บังคับบัญชาของท่านได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งสัสดี ที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ท่านได้รับสิทธิพิเศษในการย้ายตามมารับใช้บังคับบัญชาในครั้งนั้นด้วย ได้รับตำแหน่งใหม่คือผู้ช่วยเสมียนสัสดีอำเภอ ปฏิบัติหน้าที่ได้ประมาณ ๒ ปี ๓ เดือน ต้องพบกับเหตุการณ์เศร้าใจในชีวิตอีกเมื่อมารดาได้เสียชีวิต พี่ ๆ มีครอบครัวและออกเรือนกันไปหมดแล้วเหลือแต่น้องสาวคนสุดท้องที่ยังไม่ได้แต่งงาน ด้วยความเป็นห่วงน้องสาวจึงลาออกจากราชการทหารกลับมาอยู่กับ |
พระเครื่องที่เกี่ยวข้องในร้านค้านี้...
อื่นๆ...
กำหลังโหลด Comments





